24 มิถุนายน 2554

กิจกรรมเดินรณรงค์ และวันสุนทรภู่

โรงเรียนวัดยางแขวนอู่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ได้จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร พัฒนาผู้เรียนให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงาน ทักษะความเป็นผู้นำ และการร่วมกิจกรรมเผยแพร่กิจกรรมให้ชุมชน

ซึ่งกิจกรรมในวันนี้มีหลายกิจกรรมรวมด้วยกัน ทั้งนี้เพราะข้อจำกัดของระยะเวลา แต่นักเรียนก็อยู่ร่วมกิจกรรมกันจนเสร็จสิ้น
กิจกรรมแรก เป็นการเดินรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
กิจกรรมที่สอง เดินรณรงค์ต้านไข้เลือดออก
กิจกรรมที่สาม เดินรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด

แม้จะมีหลายกิจกรรม แต่จำนวนนักเรียนที่มีไม่มาก ก็อาจจะทำให้ดูเหมือนขบวนสั้นเกินไป แต่ก็ไม่ทำให้เป็นอุปสรรคในการทำหน้าที่ของเยาวชนที่ดี

ในช่วงบ่าย ก็มีกิจกรรมวันสุนทรภู่ โดยมีกิจกรรมทางวิชาการหลายอย่าง แต่ที่นักเรียนให้ความสนใจมากที่สุด คือการแสดงละคร สร้างความสนุกสนานให้กับนักเรียนและคณะครู




มีความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว ทำให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ไม่ได้ ต้องเรียนรู้การให้ และการทำงานร่วมกับผู้อื่นด้วย เพื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

16 มิถุนายน 2554

พิธีไหว้ครู ปีการศึกษา 2554

แม้จะล่วงเลยมา 1 สัปดาห์
แต่นักเรียนก็ตื่นเต้นที่ทางโรงเรียนจัดกิจกรรมไหว้ครูขึ้น โดยเฉพาะชั้นอนุบาล

ถึงแม้ว่าเด็กนักเรียนจะมีน้อย
แต่การที่ทำให้เด้กๆรู้ว่า ครูเป็นอีกคนหนึ่งที่มีพระคุณสำหรับพวกเขา และต้องเรียนศิลปวิทยากับท่านด้วยความเคารพ ก็เป็นสิ่งสำคัญ

จะมีลูกศิษย์ 10 คน หรือ 100 คน ก็ถือเป็นลูกของเราทั้งหมด (ถึงได้ใช้คำว่า ลูก + ศิษย์)



ไม่มีครู ไม่มีเรา ครับ

เลือกตั้งประธานสภานักเรียน ปีการศึกษา 2554

วันนี้ มีการเลือกตั้งประธานสภานักเรียน ปีการศึกษา 2554
โดยมีผู้อาสาเสนอตัว 5 คน

ก่อนหน้านี้มีการประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง การให้นักเรียนลงพื้นที่หาคะแนนเสียง และชักชวนให้น้องๆมาใช้สิทธิ์



แม้ช่วงแรกจะมีการฉีกป้ายหาเสียงบ้าง (ไม่รู้เลียนแบบมาจากใคร) แต่พอได้บอกถึงโทษทางกฎหมาย และบาปกรรมที่จะได้รับ ทำให้เหตุการณ์ดังกล่าว หายไป

...อนาคตประเทศไทย

15 มิถุนายน 2554

อคติแห่งประชาธิปไตย


อคติแห่งประชาธิปไตย



อำนาจการบริหารประเทศโดยประชาชน
เพื่อประชาชน โดยทุกคนมีส่วนร่วม มีการออกเสียงสนับสนุน คัดค้าน
เสนอแนวทางการบริหารจัดการต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก


แต่ประชาธิปไตยกำลังถูกเข้าใจผิดเปลี่ยนไป
จริงๆแล้วอาจถูกเข้าใจผิดมานานแล้วก็เป็นได้ เมื่อหลายคนเข้าใจว่า
ประชาธิปไตยคือ ใครมีพวกมาก ก็ได้เป็นผู้นำ

เมื่อเสียงส่วนมาก
ย่อมได้เป็นผู้นำ ผู้บริหาร หลายคนจึงมีวิธีดำเนินการเรียกคะแนน
เพื่อให้ตนหรือพวกของตน เป็นฝ่ายเสียงส่วนมาก
บางคนเสนอตัวเองในเหตุการณ์ต่างๆ (ขอใช้คำว่าเหตุการณ์
เนื่องจากมีหลายโอกาสในการกระทำ) เช่น งานศพ
บุคคลเหล่านี้จะนำพวงหรีดไปร่วมวางเคารพศพ บ้างก็นำน้ำแข็งหลอดมาช่วยงาน 2
ถุง แล้วให้โฆษกพูดขอบคุณตลอดเวลา นี่ยังไม่รวมการนับญาติ
บอกว่าตนเป็นญาติทางยายฝ่ายปู่ (โอย
พอๆกับพวกมาขอส่วนแบ่งเวลามีใครถูกรางวัลที่ 1 เลย)
และอีกหลากหลายกลยุทธ์ในการทำให้ชาวบ้าน ประชาชน มา "เป็นพวกของตน"



บางคนก่อนหน้านี้พบตัวยาก
พอช่วงเลือกตั้ง มาพบพี่น้องประชาชนในวันที่โรงเรียนนัดประชุมผู้ปกครอง
แย่งครูพูดซะ 2 ชั่วโมง สัญญาอะไรไว้หลายอย่าง พอได้เป็นสมใจ ก็หาตัวยาก
เข้าพบยาก






นับวัน
เด็กๆจะเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยยากมากขึ้น......




อ่านต่อฉบับเต็มที่ http://www.seal2thai.org/sara/sara226.htm

อย่าลืมให้ดาวด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

13 มิถุนายน 2554

มองพุ่มพวง ดวงจันทร์ ในมุมที่ทำให้ตั้งใจเรียน

วันนี้ครบรอบการจากไปของคุณพุ่มพวง

ผมยอมรับว่า คุณผึ้ง เป็นครูอีกคนหนึ่งของผม

ในมุมมองของเด็กเล็กๆ(ตอนนั้น) คิดได้เองตอนที่นั่งดูเค้าเล่าประวัติคุณผึ้ง บอกว่าคุณผึ้งอ่านหนังสือไม่ออก แต่ร้องเพลงได้ ไอ้เราก็เป็นเด็ก เราก็งง เค้าจะร้องได้อย่างไร

เค้าอาศัยการจำโดยให้คนอื่นร้องให้ฟัง จำ แล้วนำมาหัดร้องเอง

เอาเป็นว่า ไม่ต้องลิปซิงค์ เปิดเทปเวลาแสดงสด

ถือว่าเป็นสุดยอดบุคคลในมุมของความพยายามมากๆๆๆๆๆ

วันนี้ ถ้าเราคิดว่า สิ่งที่เราเรียน หรือที่เราจะทำมันทำไม่ได้ เราก็ลองนึกถึงพุ่มพวง ดวงจันทร์ นึกถึงความพยายามในการจดจำเนื้อเพลงทุกเพลง (สมัยนั้น เทป 1 ม้วน มีเพลงประมาณ 12 - 14 เพลง ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค ที่นักร้องออกเทปมาเป็นของขวัญ โดยมีเพลงใหม่เพิ่มขึ้นมาเพลงเดียว ---แถมคนฟัง ต้องซื้อของขวัญให้ตัวเองอีก)

ถ้ายังไม่ลงมือทำแล้วคิดว่าตัวเองแพ้ มันก็แพ้ไปแล้วละครับ
คนอ่านหนังสือไม่ออก แต่ร้องเพลงได้
คนไม่มีมือ เล่นกีตาร์ได้
คนขยับได้แค่เปลือกตา เขียนหนังสือขายเป็นเล่มได้ (ผีเสื้อกับชุดประดาน้ำ)

แล้วคุณละ ทำอะไรไม่ได้


...................................

30 พฤษภาคม 2554

วิทยากร นักศึกษาใหม่ "ถนนสู่ความสำเร็จ"

วันที่ 28 และ 30 พฤษภาคม 2554
ได้รับเชิญตามหนังสือที่ ศธ 0538/1292 ลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2554 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ให้เกียรติผมเป็นวิทยากรตามโครงการ การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาบุคลิกภาพและเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมให้แก่นักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2554 "ก้าวแรกสู่...บัณฑิตพิบูลสงคราม" ซึ่งได้เป็นวิทยากรในกิจกรรม "ถนนสู่ความสำเร็จ"

กิจกรรมครั้งนี้มีนักศึกษาเข้าร่วม 2 รุ่น โดยแต่ละรุ่นมีกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ 2 วัน จะว่าไปแล้ว ตัวเราเหมือนเพิ่งผ่านการรับน้องไป เผลอแป๊บเดียว ได้มาพูดคุยกับรุ่นน้องซะแล้ว





น้องๆกำลังร่วมกิจกรรมนันทนาการ



เกร็งเหมือนกันครับ



โชคดี งานนี้มีพิธีกร



พี่บรรเจิด อีก 1 คนพิบูลสงคราม ตัวอย่างคุณภาพที่สังคมยอมรับ



มาดูสิ มีคนหลับหรือเปล่า



ตัวอย่างผลงาน ที่นำไปให้น้องๆดู (ทำงาน ต้องรู้จักเก็บงานนะครับ)
วันที่ 30 พ.ค. (ซูมไกล หน้ามืด)
วันนี้ คุณสำลี อีก 1 คนคุณภาพของพิบูลสงคราม สายบันเทิง
ก็สนุกสนานกันไปตามเรื่อง แต่ไม่รู้ว่า น้องๆจะเก็บไปใช้ได้มากน้อยเท่าไร เพราะจริงๆแล้ว ไม่มีใครลอกเลียนแบบอย่างชีวิตของคนอื่นได้สมบูรณ์ แต่เราสามารถนำวิธีการปฏิบัติของเขา มาปรับประยุกต์ใช้ และต้องทำให้ดีกว่าที่เขาทำ เราจะไปได้ไว




ผมก็ยืนยัน ในสิ่งที่ผมได้พูดไว้เมื่อ 24 มีนาคม 2554 ในงานมุฑิตาจิตนักศึกษา เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ว่า "ผมรักพิบูลสงคราม เพราะชีวิตการงานของผม เริ่มที่นี่ ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาเรียน"





ผมรักพิบูลสงครามครับ



พิริยะ ตระกูลสว่าง

19 พฤษภาคม 2554

การประชุมครูอำเภอบางระกำ

วันนี้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ้ตรียมความพร้อมขับเคลื่อนภารกิจ และการประเมินคุณภาพการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ณ หอประชุม โรงเรียนบ่อวิทยบางระกำ

เริ่มประชุมเวลาประมาณ 13.00 น.

โดยทาง สพป. มุ่งเน้นสร้างเด็กดี สร้างเด้กเก่ง

มีการนำนโยบายที่เคยปฏิบัติ และได้ยกเลิกไปนานแล้วกลับมาใช้ใหม่ อีกบางส่วนก็เป็นนโยบายใหม่

เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน ชุมชน และผู้ปกครอง

... การศึกษาก็ต้องดำเนินไปอีก...ยาว

17 พฤษภาคม 2554

เปิดเตรียมการวันที่สอง

วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา
เมื่อจัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว จึงขี่มอเตอร์ไซต์ไปโรงเรียน
วันนี้มีนักเรียนมาน้อยเหมือนเดิม จึงมีโอกาสได้เห็นครูเก็บกวาดเอง ส่วนของผม ทำเสร็จไปตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้เลยปริ้นท์เงินเดือนครู 2 เดือน และจัดการนำเสนอตารางสอน 2554 v.1.0

ตอนบ่าย กลับมาจากโรงเรียน ไปซื้อ ป.พ. 5 ฉบับรวมเล่มของประถม ผ่านวัดใหญ่ (วัดพระพุทธชินราช) ได้มีโอกาสหล่อทองสร้างพระพุทธชินราชจำลองด้วย ดีใจ

อย่าลืมไหว้พระสวดมนต์กันนะครับ

16 พฤษภาคม 2554

เปิดเตรียมการวันแรก ปีการศึกษา 2554

วันนี้เปิดเตรียมการวันแรก
เปิดห้องไป ตกใจมาก ลมพัดหน้าต่างเปิด ทำให้มีใบไม้ ฝุ่น หญ้า เข้ามาในห้องเต็ม และยังมีรังนกอีกด้วย

จำใจต้องให้เด็กเอาออก แต่ก็บอกว่า ขณะเอาออก ให้แผ่เมตตาด้วย

หลังจากที่ช่วยกันทำความสะอาดยกใหญ่ ตอนบ่ายก็ประชุมครู
มีการเตรียมการ ชี้แจงการประชุม หน้าที่ต่างๆ

ตอนกลับ ขี่ไปได้ไม่กี่กิโล ฝนตก ต้องรีบกลับเข้าโรงเรียน โชคดีที่ยังมีคนอยู่ หลบฝนประมาณ 1 ชั่วโมง พอฝนซาก็รีบกลับ

เปิดวันแรก ก็รับน้องเลยเหรอ ท่านเทวดา...

11 พฤษภาคม 2554

กราบอาลัยหลวงตามหาบัว

วันนี้ไปรับวารสารต่างๆที่ฝากซื้อไว้เป็นประจำ
กลับมานั่งอ่านทีละเล่ม

ปกตินิสัยเป็นชอบอ่านหนังสือจากข้างหลังมา (แต่ไม่ได้อ่านแบบภาษาญี่ปุ่นหรือจีนนะครับ)

เปิดดูเนื้อหาคร่าวๆ จนมาถึงหน้าแรก

ตอนแรกยังคิดว่า สงสัยกลอนที่ส่งไปตั้งแต่ 30 ม.ค. (วันที่หลวงตาท่านนิพพาน) คงจะไม่ถึงมือ หรืออาจไม่มีพื้นที่แล้วกระมัง

พอเปิดมาถึง reader to reader อ่านกลอนกราบอาลัยหลวงตา

"เฮ้ย นี่มันกลอนเรานี่หว่า" ว่าแล้วก็รีบกวาดสายตามองหาชื่อผู้แต่ง ก็ไปอยู่ด้านล่าง (ปกติเขียนบทความ ชื่อจะอย่ด้านบน)
ดีใจมากๆๆๆ





ดีใจครับ ที่ได้บูชาองค์หลวงตาด้วยบทกลอนที่มาจากใจครับ

04 พฤษภาคม 2554

เรียนภาษาจีน ที่พิบูลสงคราม

หลังจากที่เรียนผ่านไป 30 ชั่วโมง
ก็ได้เคล็ดวิชาการเรียนภาษาจีนมาพอสมควร ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ตามหาหลังจากที่ซื้อหนังสือมาหลายเล่ม

ต้องขอขอบพระคุณมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และศูนย์ภาษา ที่จัดหลักสูตรภาคฤดูร้อนให้กับประชาชนทั่วไปเข้ารับการศึกษาเรียนรู้ และมีการจัดเก็บค่าบริการที่ถือว่าถูกมาก นอกจากราคาถูก laoshi ยังสอนดี และน่ารักอีกด้วย (อันหลังเกี่ยวไหมเนี่ย...)





ความรู้ คือสิ่งที่เราสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างไม่มีวันสิ้นสุด

ถ้าครูไม่หาความรู้เพิ่ม แล้วจะสอนให้เด้กเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างไร

03 พฤษภาคม 2554

วิทยากรครู ตชด. (วันที่สอง) "search อย่างเซียน"

ปัจจุบันเราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีการสื่อสารได้ก้าวหน้าไปมาก
และเราควรใช้ความก้าวหน้านั้นให้เกิดประโยชน์ด้านการศึกษา ซึ่งแนวคิดนี้ได้ถูกจัดเข้าเป็นหัวข้อหนึ่งของการอบรม ครู ตชด. (กก.ตชด.31) ในครั้งนี้

วันนี้แม้จะขลุกขลักไปบ้าง แต่ก็ลดความตื่นเต้นไปได้มากเลยทีเดียว
โชคดี ที่พื้นฐานของครู ตชด. เกือบทุกท่าน สามารถต่อยอดได้เลยแบบไม่ต้องเสียเวลา งานนี้ก็เลยสบายหน่อย
การอบรมครั้งนี้ ได้ใช้ห้องคอมพิวเตอร์คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ (ม 308) เป็นห้องฝึกอบรม โดยหัวข้อในวันนี้คือ "search อย่างเซียน" เพิ่มเทคนิคการค้นหาอีกเล็กน้อย เพื่อให้เข้าใกล้ข้อมูลที่ต้องการมากขึ้น


วิทยากร (ใหญ่มาก...พุงอะ)


การเดินทั่วห้อง จะทำให้ผู้เรียนตื่นตัวตลอดเวลา



ตั้งใจอย่างแรง..



เพิ่มเทคนิคการค้นหาเข้าไปอีกนิด ได้ข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เร็วขึ้น


คุณครู ตชด. มืออาชีพ


ตั้งใจกันมาเลย... ภูมิใจ


ผู้มีอุดมการณ์อย่างแท้จริง


ยกตัวอย่างสื่อที่ค้นหามาได้


รวดเร็วมาก


ตั้งใจ


ไปอยู่อีกมุมหนึ่ง (ต้องขอบคุณไมค์โครโฟนของ Zhang laoshi จริงๆ ที่ทำให้เดินได้ทั่ว และไม่ต้องตะเบ็งเสียเลย ขอบคุณ kang laoshi ที่ติดต่อให้นะครับ)



หลังจากค้นหาแล้ว ก็มารวบรวมเป็นข้อมูลในการเตรียมสร้างสื่อฯ



ตอนบ่าย จัดนิทรรศการ ในอบรมครั้งนี้











ผู้เข้ารับการอบรมกล่าวความรู้สึกในการอบรมครั้งนี้

ผศ.ชญานิษฐ์ ศศิวิมล กล่าวสรุปองค์ความรู้
ท่านรองอธิการกล่าวปิดการอบรม

ถ่ายรูปคณะผู้ดำเนินโครงการ คณะวิทยากร และผู้เข้ารับการอบรม

ท่านรองอธิการบดีฯ และครูใหญ่ โรงเรียน ตชด.



ต้องขอบพระคุณทุกๆท่าน ที่ร่วมส่งเสริมการศึกษา และพัฒนาชาติไทยในทุกด้าน ที่สำคัญ ได้จุดไฟในตัวผมขึ้นมาอีกดวงหนึ่งเลยทีเดียว

ขอบพระคุณครับ

02 พฤษภาคม 2554

การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ครูโรงเรียน ตชด.

วันนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับโอกาสดี
โอกาสดีอันแรก คือการได้ทำงานรับใช้มหาวิทยาลัยอันเป็นที่รัก และคณาจารย์ที่มีพระคุณกับผมตั้งแต่สมัยเรียนปริญญาตรี จนถึงทุกวันนี้

โอกาสดีที่สอง คือผมได้มีโอกาสเห็นการทำงานของครู ตชด. ซึ่งมีความรวดเร็ว และทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำงานเป็นทีมนั้นเป็นอย่างไร

โอกาสดีที่สาม ผมถือว่า การทำงานในวันนี้อาจจะติดขัดในหลายอย่าง แต่ผมก็ได้รู้จักกับพี่น้องที่เป็นนักรบอย่างแท้จริง รบกับความโง่เขลาไม่รู้ของเด็กๆชายขอบ ซึ่งมีโอกาสสุ่มเสี่ยงที่จะทำลายประเทศชาติได้

ผมยอมรับว่าภูมิใจที่ได้เรียนรู้จากพวกท่านเหล่านี้ (แทนที่วันนี้จะไปให้เขา เรากลับเป็นฝ่ายได้รับ)



ครู ตชด.เหล่านี้ มีความอดทนสูง มีความเสียสละสูง ถ้าเป็นครูอย่างพวกผม ป่านนี้บ่นทุกวินาทีไปแล้ว แต่ครู ตชด. บางส่วนเป็นคนพื้นที่ บางส่วนเป็นผู้ที่เข้าไปสู่หน้าที่นี้ ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด...แม้ว่าจะไม่มีเงินวิทยฐานะ

วันนี้เลยมีแนวคิดอีกอย่างเพิ่มขึ้นว่า การที่ครู สพฐ.ได้รับวิทยฐานะ แสดงถึงความสามารถของตนเองว่ามีความรู้ มีสือการสอนที่ดี มีวิธีการสอนที่ดีถูกต้องตามหลักวิชาการ และที่สำคัญ "สอนคนให้เป็นคน" เงินที่ได้เพิ่มก็เป็นสิ่งที่พัฒนาคุณภาพชีวิตของครูขึ้นมาได้.... แต่ครู ตชด.เค้าไม่มีเรื่องเหล่านี้เลย

ผมไม่รู้ว่า จะมีคนเห็นด้วยกับข้อเขียนนี้มากน้อยเพียงไหน
แต่ขอเรียนตรงๆว่า มันเป็นสิ่งที่ผุดขึ้นในสมองของผม ขณะที่นั่งมองพวกเค้าร่วมกันทำสื่อ ไม่มีการโยนงานว่า ฉันแก่แล้วสายตาไม่ดี ให้พวกเด็กๆทำ ไม่มีเลยตลอดทั้งวัน ที่สำคัญ อบรมตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 17.17 น. สุดยอดจริงๆ

ถ้าใครมีโอกาสที่ดีกว่า
มีเงินเหลือมากพอ
มีโครงการว่าจะทำบุญ ทำความดี
...ผมว่า การส่งหนังสือ ส่งอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ไปให้โรงเรียน ตชด. ก็ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เพราะมันไม่ใช่แค่การให้...
แต่มันเป็นการสร้าง...

สร้างทั้งอนาคตของคน
สร้างความมั่นคงของชาติ
สร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ
....

ขอบคุณ สำหรับโอกาสทั้งหลายในวันนี้
ผมเชื่อว่า หลังจากวันนี้พวกพี่น้องครู ตชด. คงต้องกลับไปทำงานโดยได้เทคนิคจากวิทยากรหลายๆท่าน และทางสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัราชภัฏพิบูลสงคราม ต้องไปติดตามเป็นระยะ

.....สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สมเด็จพระเทพฯ พระองค์ท่านจะเสด็จฯมาตรวจเยี่ยมโรงเรียนเหล่านี้ในเร็ววันนี้ด้วย

ภูมิใจครับ แม้จะมีส่วนร่วมเล็กๆ แต่มันเป็นความภาคภูมิใจที่ไม่รู้จะบรรยายอย่างไรได้ครับ























01 พฤษภาคม 2554

มีเพียงวันนี้เพียงวันเดียวหรือ ที่เค้าเห็นคุณค่าของแรงงาน

วันที่ 1 พฤษภาคน เป็นวันแรงงาน
เป็นวันที่หลายคนได้หยุดพัก

แต่ก็มีหลายคนที่ยังไม่ได้หยุด เพราะถ้าหยุด ก็ไม่รู้ว่าเย็นนี้จะมีเงินซื้อข้าวให้ลูกกินหรือเปล่า

... ขนาดวันแรงงานยังไม่ได้หยุด แล้วถ้าเวลาเจ็บป่วยขึ้นมา ยังไม่รวมเวลาคลอดลูก แบบนี้จะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่าย

ไม่เข้าใจว่า เมื่อไร คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น

บางคนไม่จ้างคนไทย เพราะแรงงานต่างด้าวถูกกว่า กดขี่ได้ง่ายกว่า

แม้ว่าจะเป็นต่างชาติ ต่างด้าว แต่เค้าก็เป็นคน มีพ่อมีแม่ มีญาติพี่น้องเหมือนกับเรา บางคนตอนอยู่ประเทศเค้าได้เป็นครูสอนนักเรียน แต่พอหนีตายเข้ามาในเมืองไทย กลับต้องมาเฝ้าวัวเฝ้าควาย ตากแดดตัวดำ ถูกกดขี่ ลดค่าแรง ต้องนอนในคอกวัว แต่เค้าก็ยอม เพราะอย่างน้อย ยังมีเงินแอบส่งกลับไปให้ที่บ้าน

บางคน มองเห็นพวกเค้าไม่ใช่คน ซื้อข้าวแบบเดียวกับที่เอาไปต้มให้หมูเอาไปให้เค้ากิน

...พูดไม่ออก

เราเรียกตัวเองว่าเป็นเมืองพุทธ

แต่หาความเมตตาและศีลธรรมในตัวไม่ได้เลย

ยังไม่รวมคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว เล่นการเมืองทุกเรื่อง ทำทุกอย่างเพื่อเสียงคะแนน ไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงใจ

ทุกวันนี้ นักเรียนที่ผมสอนก็เข้าสู่การทำงานแรงงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ
วันหยุดเสาร์ - อาทิตย์ ก็ต้องมาช่วยพ่อแม่ทำงาน
บางที การที่เค้าทำแบบนั้นอาจทำให้เค้าคิดว่า นั่นคือวงจรอาชีพของเค้า ต่อให้เรียนเก่งหรือไม่ เค้าก็ต้องมาสู่อาชีพนี้อยู่ดี ก็เลยไม่ตั้งใจเรียนซะ ยิ่งไปเจอผู้บริหารที่ไม่รับผิดชอบ ปล่อยให้เด็กนักเรียนขึ้นชั้นได้ จบชั้นเรียนได้ ก็เท่ากับทำลายอนาคตของเด็ก และทำลายชาติทางอ้อม

เราไม่ควรดูถูกอาชีพใช้แรงงาน
จริงๆแล้ว ไม่ควรดูถูกทุกอาชีพด้วยซ้ำ

ถ้าทุกคนเรียนจบปริญญาตรีครุศาสตร์ ต่างคนต่างไม่ยอมทำนา แล้วเราจะเอาข้าวที่ไหนกิน
ต่างคนต่างไม่ยอมเปิดร้านซ่อมรถ แล้วถ้ายางแบน แล้วใครจะปะให้

ทุกคน ต่างเป็นกลไกของสังคม ต่างมีหน้าที่ขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าไป
มีแต่นักการเมืองและบริวารที่ไม่ดีบางคน เป็นสนิมกัดกินเฟืองต่างๆ ให้สังคมติดขัด

ไปกัดกินเฟืองสอบบรรจุ ใช้เส้นสาย ใช้เงินในการเข้าทำงาน
ไปกัดกินเฟืองการโยกย้าย จนทำให้ไม่ต้องพิจารณาความสามารถ แล้วไปมองว่าเป็นคนของใคร หรือใครจ่ายหนักกว่า แล้วก็หาข้ออ้างดีๆว่า "เหมาะสมกว่า เพราะคุณสมบัติดีกว่า"
ไปกัดกินเงินที่ต้องมาซื้ออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ เอาของราคา 300 จัดซื้อจัดจ้างเป็น 2500 ทำให้ได้อุปกรณ์ที่ห่วยยยยยยยยยยยยยยยยย มากกกกกกกกกกกกกก แถมได้มาแล้ว ยังใช่งานไม่ได้ ทิ้งก็ไม่ได้อีกต่างหาก

หากทุกคนรู้หน้าที่ของตัวเอง
รู้จักรับใช้สังคม มีจิตสาธารณะ
สังคมไทยคงจะดีกว่านี้

หรือถ้ามีใครหรืออะไรมากดขี่ขมเหง ทำร้ายทำลายชาติ

... เราลุกขึ้นมาดีไหม
มวลชนคือผนังทองแดง กำแพงเหล็ก

.....แล้วร่วมกันปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเราด้วยชีวิต


(อย่าลืมให้ดาวบทความ บริเวณด้านล่างด้วยนะครับ)

30 เมษายน 2554

แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการอบรม โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการอบรม โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
เรื่อง "การฝึกปฏิบัติผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา"
ระหว่างวันที่ 2 - 3 พฤษภาคม 2554 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการอบรม โครงการส่งเสริมคุณภาพการศึกษาโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
เรื่อง "การฝึกปฏิบัติผลิตสื่อและนวัตกรรมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา"

หมายเหตุ
ใช้เพื่อเก็บข้อมูลในวันที่ 3 พ.ค. 2554 มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
http://www.seal2thai.org/etc/feedback/540503a.htm

search อย่างเซียน หรือที่ใบงาน

29 เมษายน 2554

สมองคือจักรกลที่ไม่มีบ่น แต่สังขารจะแย่

"ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ทำไม่ไหว ทำไม่ทัน" คือคำขวัญที่ต้องท่องทุกเช้าสมัยฝึก ฉก.
วันนี้สงสารสมองและสังขารของตัวเองมาก
ตื่นมาตั้งแต่เช้า พิมพ์เรื่องสั้น+กลอนส่งประกวด บ่ายเตรียมสื่อ แล้วไปติดต่อธนาคารเรื่องบ้าน จากนั้นก็ไปไปรษณีย์ส่งเรื่องสั้น แล้วก็มาทั้งท่องศัพท์ตอนบ่ายสี่โมง ห้าโมงเข้าเรียน .... เหนื่อย หิวก็กินไม่ได้ (ปิดเทอมกางเกงคับ อิอิ)

ไม่รู้ว่าวันนี้ต้องทำเพื่อใคร
รู้แต่ว่าวันนี้คืออดีตของพรุ่งนี้
ถ้าวันนี้ดี พรุ่งนี้ก็สบาย
ขอบคุณสำหรับทุกรอยยิ้มที่ทำให้หายเหนื่อย

(ท่องเอาไว้ เพื่ออนาคตๆๆๆๆ)
.....................
http://www.seal2thai.org/etc/feedback/540503a.htm

27 เมษายน 2554

สอบบรรจุครู ได้แน่นอน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่น้องชาวครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์หลายท่านเข้าสู่สนามสอบกัน

เมื่อวันก่อน การสอบครู กทม. ก็เป็นไปอย่างเข้มข้น ซึ่งก็มาพร้อมๆกับสายฝน หลายคน(ส่วนใหญ่)มาจากต่างจังหวัด ก็เดินทางอย่างทุลักทุเล หมดเงินกันไปหลายตังส์ ยังคิดอยู่ว่า ถ้าได้เงินเดือนขั้นต้น มันจะพอเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ ขนาดข้าวกล่องละ 25 บาท ยังตัก 7 - 8 คำ หมดแล้ว น้ำขวดละ 7 บาท ก็ขาย 10 บาท (บ่นทำไม แพงก็ไม่ต้องซื้อ)

ช่วงนี้ เป็นช่วงที่หลายคนโดนเอาเปรียบ

ผมเองก็เคยโดนเอาเปรียบตอนไปสอบบรรจุ

รถโดยสารขับพาอ้อมไป แล้วขอเพิ่ม 20 บาท ด้วยความไม่รู้พื้นที่ก็ยอมไป แต่พอคนในรถบอกว่า น้องเดินไปก็ได้ นิดเดียวเอง ก็นิดเดียวจริงๆ เงิน 20 บาท ก็กลายเป็นเหรียญ 10 และส่งค่าเพิ่มให้อย่างแรงไปหน่อย

มาตอนหลังคิดได้ว่า ชีวิตพวกเขาก็หากินได้แค่นั้น ได้โอกาสก็เอารัดเอาเปรียบคนที่มีความจำเป็น สักวัน ผลกรรมอาจตามทันเค้า เค้าอาจโดนรีดไถ อาจโดนโกงรถ อาจโดนปล้น ทำร้าย หรือบ้านอาจไฟไหม้ก้ได้ เพราะกรรมที่ทำไว้มันสะสมๆ รอบุญเก่าหมด ก็ตอบแทนอย่างสาสม ... เมื่อคิดได้แบบนี้ก็สบายใจ

ผมเคยได้รับความช่วยเหลือจากพี่คนขายตั๋วรถไฟที่ตาคลี เค้าไม่ต้องการอะไรตอบแทนเลย ซึ้งใจมากๆ เขาขับรถพาไปดูสถานที่ฟรีๆ เพราะรถโดยสารขอเหมา 120 บาท (จากราคาปกติ 20 บาท) เหอะๆๆๆๆ

...คนดีๆ ยังมีอยู่ในสังคมจริงๆ

ทำดีไปเถอะครับ
ประกาศผลสอบบรรจุครู จะมีรายชื่อของเราแน่นอนครับ

ขอให้ทุกคนโชคดี

หนุ่มฮอต

23 เมษายน 2554

ฝนตก เพราะโลกเปลี่ยนไป

วันนี้ฝนตกตอนเช้า

ไม่รู้ว่าจะมีอะไรผิดแปลกมากไปกว่านี้หรือไม่

หมอก ตอนหน้าร้อน
ฝนตกหน้าหนาว
หิมะตกที่เวียดนาม
น้ำท่วม
แผ่นดินไหว
ฯลฯ

ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

ทั้งนี้เป็นเพราะฝีมือมนุษย์ ที่รังแกธรรมชาติมาตลอด

คงไม่ผิด ถ้าธรรมชาติจะเอาคืนบ้าง




.......................
http://www.seal2thai.org/etc/feedback/540503a.htm

19 เมษายน 2554

เตรียมเป็นวิทยากร (อีกครั้ง)

วันนี้ไปพบอาจารย์ เพื่อเตรียมเป็นวิทยากร (อีกครั้ง)
ครั้งนี้เป็นครู ตชด. เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับการสร้างสื่อการสอนวิทยาศาสตร์
ท่าน ผศ.ชญานิษฐ์ ให้โจทย์ว่า "ขาดแคลน สร้างได้ง่าย ประหยัด ใช้สำหรับเด็ก ป.1 - ป.6"

ถือว่าเป็นโจทย์ที่ยาก เพราะที่ผ่านๆมา ส่วนใหญ่จะเป็นสื่ออิเล้กทรอนิกส์ เป็นเว็บ หรือ สื่อ vdo สร้างด้วยโปรแกรมง่ายๆ สามารถนำไปใช้งานได้จริง (เคยได้มีโอกาสพบกับคุณครูที่เคยเข้ารับการอบรม เค้าบอกว่า ทุกวันนี้ พี่ก็นำกลับใช้งานนะ ภูมิใจจริงๆ)

เดี๋ยวขอเวลาคิดก่อน ว่าจะทำอย่างไรดี



......................
แบบสำรวจ
http://www.seal2thai.org/etc/feedback/540503a.htm

03 เมษายน 2554

ข้อคิดจาก ลุงแจวเรือจ้าง...กับหนุ่มนักเรียนนอก...

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง...เป็นชาวสงขลา...

เรียนเก่งมาก...

ได้ทุนไปเรียนอเมริกา...ตั้งแต่เด็ก...จนจบด็อกเตอร์...

จึงกลับมาเยี่ยมบ้าน... .

บ้านของเด็กหนุ่ม...

อยู่อีกฟากหนึ่ง...ของทะเลสาบสงขลา...

ต้องนั่งเรือแจว...ข้ามไป...ใช้เวลาแจวประมาณหนึ่งชั่วโมง..

เรือที่ติดเครื่องยนต์...ไม่มีเหรอ...ลุง...?

ไม่มีหรอกหลาน...ที่นี่มันบ้านนอก...

มันห่างไกลความเจริญ....มีแต่เรือแจว...
โอ...ล้าสมัยมากเลยนะลุง...โบราณมาก...

ที่อเมริกา.......เขาใช้เครื่องบินกันแล้วลุง...ลุงยังมานั่งแจวเรืออยู่อีก...
ไปส่งผมฝั่งโน้น...เอาเท่าไร...ลุง...?

80 บาท...

OK...ไปเลยลุง...
ในขณะที่ลุงแจวเรือ....

หนุ่มนักเรียนนอก...ก็เล่าเรื่องความทันสมัย....

ความก้าวหน้า....ความศิวิไลช์...ของอเมริกาให้ลุงฟัง...
เมืองไทย...เมื่อเทียบกับอเมริกาแล้ว...ล้าสมัยมาก...

ไม่รู้คนไทย...อยู่กันได้ยังไง...?

ทำไมไม่พัฒนา...ทำไมไม่ทำตามเขา...เลียนแบบเขาให้ทัน...?

ลุง...ลุงใช้คอมพิวเตอร์...ใช้อินเตอร์เน็ต...เป็นไหม...?

ลุงไม่รู้หรอก...ใช้ไม่เป็น...

โอโฮ้...ลุงไม่รู้เรื่องนี้น่ะ.....ชีวิตลุงหายไปแล้ว...25 %....
แล้วลุงรู้ไหมว่า...เศรษฐกิจของโลก...ตอนนี้เป็นยังไง....?

ลุงไม่รู้หรอก...

ลุงไม่รู้เรื่องนี้นะ...ชีวิตของลุงหายไป...50 %
ลุง...ลุงรู้เรื่องนโยบายการค้าโลกไหม...ลุง...?

ลุง...ลุงรู้เรื่องดาวเทียมไหม...ลุง...?

ลุงไม่รู้หรอก...หลานเอ๊ย...

ชีวิตของลุง...ลุงรู้อยู่อย่างเดียว...

ว่าจะทำยังไง...ถึงจะแจวเรือให้ถึงฝั่งโน้น...

ถ้าลุงไม่รู้เรื่องนี้...ชีวิตของลุง....หายไปแล้ว...75 %
พอดีช่วงนั้น...

เกิดลมพายุพัดมาอย่างแรง...คลื่นลูกใหญ่มาก...ท้องฟ้ามืดครึ้ม....

นี่พ่อหนุ่ม...เรียนหนังสือมาเยอะ...จบดอกเตอร์จากต่างประเทศ...

ลุงอยากถามอะไรสักหน่อยได้ไหม...?

ได้...จะถามอะไรหรือลุง...?
เอ็งว่ายน้ำเป็นไหม...?

ไม่เป็นจ๊ะ...ลุง....

ชีวิตของเอ็ง...กำลังจะหายไป 100 % ....แล้วพ่อหนุ่ม..

02 เมษายน 2554

น้ำผึ้ง...ช่วยสุขภาพและรักษาโรคต่างๆ‏

ตารางประโยชน์ของน้าผึ้งในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคต่างๆ
โรค ปริมาณและวิธีใช้
1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน
2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้
3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน
4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน
5.ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
6. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะน้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร
7. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน
8. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน
9. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1แก้ว
10. เด็กหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม
11. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกเมื่ออาหาร
12. ล้างแผล แผล ฝี หนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่ เย็นแล้วล้างแผลให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล
13. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผลไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง
14. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะก่อนนอน
15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรคตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ3 ครั้งเป็นประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน
16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร
17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ
18. เสียน้ำหรือเสียเลือด(10-20%) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1ถ้วย

01 เมษายน 2554

อยากให้อ่าน ดีมาก (ความรักของแม่)

อยากให้อ่าน ดีมาก (เรื่องจริงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ) :
> เพื่อน ๆ ช่วยอ่านข้อความนี้ดีมาก ชีวิตคน
> มีคนเล่าให้ฟังว่า... สมัยก่อน...คุณพงษ์เทพ
> กระโดนชำนาญ...ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต..
> แกอยู่ในป่า...กับเพื่อน 5 - 6
> คน...ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน...ล่าสัตว์ป่า...มาทำอาหาร.
> วันหนึ่ง...เป็นเวรของคุณพงษ์เทพ
> แกก็คว้าปืนยาว...สะพายบ่า.เดินเข้าป่าไป...
> อาหารโปรดของคุณพงษ์เทพ.....คือแกงเนื้อลิง...
> พอเดิน เข้าป่าไปได้สักพัก.
> เห็นลิงตัวหนึ่ง...นั่งอยู่บนต้นไม้...หันหลังให้..
> แกก็รีบยกปืนประทับบ่า...ยิงเปรี้ยง...ไปที่ตัวลิง..
>
> เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดข ึ้น...
> ปกติ...ลิงพอถูกยิง..จะหล่นตุ๊บ...จาก ต้นไม้ทันที...
>
> แต่ลิงตัวนี้...นั่งจับกิ่งไม้เฉย...ไม่หล่นลงมา...
> จะว่ายิงไม่ถูก...ก็ไม่น่าเป็นไปได้...
> เพราะคุณพงษ์เทพ...แกยิงปืนแม่น...ระยะแค่นี้
> เป้าใหญ่ขนาดนี้...ไม่พลาดแน่นอน...
> ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น...ลิงตัวที่ถูกยิง...
> ร้องโหยหวน...เสียงดังมาก..... ฝูงลิงที่แยกย้ายกัน
> ออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ... วิ่งแห่กันเข้ามาหา
> ลิงตัวที่ถูกยิง... แล้วร้องโหยหวน...เหมือนกันหมด...
> แกตกใจ...ยืนตกตะลึง...ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น...
> สักครู่...ลิงตัวที่ถูกยิง. โยนวัตถุเล็กๆ...สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง...ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด... แล้วก็หล่นตุ๊บ...

> ลงมาจากต้นไม้...คุณพงษ์เทพ...รีบวิ่งไปดู...
> ลิงถูกยิงเข้าที่หลัง... ทะลุหน้าอก...เลือดแดงฉาน..เต็มตัว...
> คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว...ต้องเบือนหน้าหนี...
> ลิงที่ตกลงมา...เป็นลิงแม่ลูกอ่อน...ขณะที่ถูกยิง...
> เธอกำลังให้นม ลูก...
>
> ลูกตัว น้อย...กำลังดูดนมอย่างมีความสุข...ทันทีที่ถูกยิง..
> ถ้าเป็นลิงตัวอื่น... จะหล่นตุ๊บ...ลงจากต้นไม้.....
>
> แม่ลิงตัวนี้...ยังหล่นไม่ได้...ยังตายไม่ได้..
> เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ...คือ...
> รักษาชีวิตลูกน้อย...ให้พ้นอันตราย...
> เธอกัดฟัน...โหนกิ่งไม้ไว้.แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ...
> มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง ด้วยความตกใจ...
> พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมี! เหลือทั้งหมด...
> ตะโกนสุดเสียง...ร้องเรียก.ฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ..
> แล้วก็ฝากฝัง...ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ
>
> หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว...มองดูลูก...ถูกพาไป จนลับสายตาแล้ว.. แน่ใจว่า...ลูกปลอดภัยแล้ว...
> จึงหลับตา...แล้วหล่นลงมา.....ตาย.. คุณพงษ์เทพ...ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้...
> เพราะที่เบ้าตาลิง...มีหยดน้ำตาใส ๆ. กำลังไหลริน...
> คุณพงษ์เทพ..รีบเดินกลับที่พัก...เอาปืนไปเผาทิ้ง...
> ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีกเลย.ตลอดชีวิต..
> และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่..ของแม่ลิง...ที่มีต่อลูกน้อย ......
> เป็นแรงบันดาลใจ. ให้พงษ์เทพ...แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง...
> ชื่อว่า... ' ลิงทะโมน... '
> เพื่อยกย่อง...เชิดชู...คุณค่าของความรัก...ที่แม่...มีต่อลูก
>
> *****************
>
> แม่นะหรือ... คือผู้สร้าง ทุกสิ่ง อันยิ่งใหญ่
> คือผู้รัก ลูกตน กว่าใครใคร คือผู้คอย ห่วงใย ทุกเวลา
>
> คือคนร้อน เมื่อลูกรุ่ม
> กลุ้มเรื่องทุกข์
> คือคนสุข เมื่อลูกนั้น มีหรรษา
> คือคนปลอบ เมื่อลูกเหงา เศร้าอุรา
> คือคนคอย ให้เมตตา ลูกทุกคราว
>
> เป็นสายฝน คอยช่วยให้ ลูกสดชื่น
> เป็นผ้าผืนคอยห่มให้ เพื่อคลายหนาว
> เป็นกระโถน คอยรับทุกข์ ทุกเรื่องราว
> เป็นบันได ไต่ดาว ลูกก้าวไป
> เป็นคุณครู ผู้สอนสั่งทุกอย่างหนอ
> เป็นคุณหมอ คอยรักษา จะหาไหน
> เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ดั่งใจ
> จะหาใครได้เท่าแม่เหมือนไม่มี
> สาธยาย อย่างไร คงไม่หมด
> พระคุณแม่ ยากแทนทด เหมือนปลดหนี้
> สิ่งล้ำค่าใดใด ในปฐพี
> จะเทียมเท่า คุณแม่นี้ ไม่มีเอย.
>
> ----- จบการส่งต่อข้อความ -----
>
> อย่าลืม ก่อนนอนคืนนี้ กอดแม่-พ่อสักครั้งหากท่านยังมีโอกาส.....

31 มีนาคม 2554

อาหารที่ไม่ควรทานร่วมกัน‏

อาหารที่ไม่ควรทานร่วมกัน‏
1. เหล้าขาวกับลูกพลับ กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้เป็นพิษ



2. หัวไชเท้ากับเห็ดหูหนู ทั้งดำและขาว กินด้วยกันไม่ได้จะเป็นโรคผิวหนัง

3. เต้าหู้กับน้ำผึ้ง กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้หูหนวก

4. มันฝรั่งกับกล้วยทุกชนิด กินรวมกันไม่ได้จะทำให้หน้าเป็นฝ้า

5. กล้วยกับเผือก กินด้วยกันไม่ได้จะทำให้ท้องอืด

6. ถั่วลิสงกับฟักทอง กินรวมกันไม่ได้จะทำให้ทำร้ายร่างกายและลำไส้อักเสบ

7. มันเทศกับลูกพลับ กินรวมกันแล้วจะทำให้เกิดนิ่วในกระเพาะอาหาร

8. มันฝรั่งกับลูกพลับ กินรวมกันแล้วจะทำให้เป็นนิ่วในท่อปัสสาวะ

9. หัวไชเท้ากับผลไม้ทุกชนิด กินรวมกันแล้วจะทำให้เกิดคอพอก

10. น้ำเต้าหู้ นมสด ห้ามใส่ไข่ เพราะจะทำให้ท้องผูกและเส้นเลือดตับ

11. ผักป๋วยเล้ง ห้ามกินกับเต้าหู้ จะทำให้เป็นนิ่วที่ไขสันหลัง

12. กล้วย มะละกอ แตงโม ห้ามกินด้วยกัน จะทำให้เป็นโรคไตกับโรคเบาหวาน

13. ส้มกับมะนาว ห้ามกินด้วยกันจะทำให้กระเพาะทะลุ

14. เหล้าขาวกับเบียร์ ห้ามกินด้วยกันจะทำให้เส้นเลือดในสมองแตก

15. ปลาทุกชนิดห้ามต้มกับผักกาดดอง จะทำให้เป็นโรคมะเร็ง

16. ขิงดอง ห้ามเข้าตู้เย็น กินแล้วจะเป็นโรคมะเร็ง

17. น้ำเต้าหู้ ห้ามใส่น้ำตาลแดง จะทำให้เสียวิตามิน

18. น้ำข้าวห้ามใส่กับนม จะทำให้เสียวิตามิน

19. น้ำผึ้งห้ามชงด้วยน้ำที่ร้อนจะทำให้เสียวิตามิน

20. เหล้า เบียร์ กับ ทุเรียน ห้ามกินด้วยกัน เพราะจะทำให้เลือดสูบฉีดแรง ความดันสูง อันตรายถึงชีวิต

21. บวบ ซือกวย ไชเท้า ห้ามกินวันเดียวกัน ทำให้เชื้ออสุจิอ่อนไม่แข็งแรง

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฎเป็นข้อมูลที่ได้จากการ forword จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บางส่วนอาจจะยังไม่มีผลการวิจัยทางวิชาการยืนยัน บางส่วนเกิดจากการเขียนโดยความเห็นของผู้เขียนต้นฉบับเอง ซึ่งทางบันทึกของครูบ้านนอก ขอสงวนสิทธิ์ในความรับผิดชอบของข้อมูลเป็นของผู้เขียนบทความ และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกครั้งครับ

30 มีนาคม 2554

ปวดหัวจี๊ด ๆ… เป็นไมเกรนหรือเปล่า

ปวดหัวจี๊ด ๆ… เป็นไมเกรนหรือเปล่า



ปวดหัวจี๊ด ๆ… เป็นไมเกรนหรือเปล่า (Lisa)
เคยมั้ยที่มีอาการปวดหัวข้างเดียว ปวดขมับจนลามมาถึงเบ้าตา ปวดได้ปวดดี ปวดเป็นวัน ๆ อย่างนี้อาจเข้าข่ายเป็นไมเกรนเข้าให้แล้วล่ะ
นักร้องชื่อก้องโลกอย่าง เอลวิส เพรสลีย์ หรือดาราค้างฟ้าอย่าง เอลิซาเบธ เทย์เลย์ รวมทั้งยอดดาราตลก วูปี้ โกลด์เบิร์ก และน้องสาวสุดเลิฟของ ไมเคิล แจ็กสัน- เจเน็ต แจ็กสัน ต่างป่วยเป็นโรคไมเกรนชนิดที่ว่าแทบจะทำงานทำการไม่ได้ ยิ่งเจเน็ตด้วยด้วยแล้วเธอเป็นชนิดรุนแรงมากเลยทีเดียว และยังมีดาราสาวจากเรื่อง “Desperate Housewives” มาร์เซีย ครอส ที่มีอาการไมเกรนมาตั้งแต่อายุ 14 ซึ่งทำให้เธอพยายามหาข้อมูลเรื่องนี้ด้วยตัวเอง จนรู้วิธีที่จะอยู่กับโรคนี้ได้อย่างมีความสุข นั่นก็คือหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดไมเกรนนั่นเอง
นอกจากจะเป็นโรคฮิตของคนดังแล้ว เรา ๆ ท่าน ๆ โดยเฉพาะคนเมืองใหญ่นั้น ต่างสุ่มเสี่ยงกับการเป็นโรคนี้เช่นเดียวกันนะคะ
อะไรเล่า คือโรคไมเกรน

โรคนี้เกิดจากการบีบตัวและคลายตัวของหลอดเลือดแดงในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง บางรายมีอาการคลื่นไส้อาเจียนควบคู่ไปด้วย บางรายมีอาการตาพร่ามัว เห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย
เอ…ไมเกรนปวดแบบไหนกันนะ

ก่อนปวดหัว บางรายอาจมีอาการนำมาก่อน เช่น เห็นแสงเป็นเส้น ๆ ระยิบระยับ หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวนำมาก่อน
ปวดหัวข้างเดียว อาจจะซ้ายหรือขวาก็ได้ แต่บางรายก็อาจปวดพร้อมกันทั้งสองข้างและปวดรุนแรงจนทำงานไม่ได้
ปวดตุ๊บ ๆ ยาวนานถึง 20 นาที บางคนทั้งปวดตุ๊บ ๆ ในสมองและปวดแบบดื้อ ๆ สลับกันไปในกรณีที่รุนแรงอาจลามไปเป็นวันหรือสัปดาห์
ปวดหัวอย่างรุนแรงจนอาเจียน บางรายอาจจะอาเจียนก่อนปวดหัวหรือหลังปวดหัวก็ได้ บางรายอาเจียนถึงขนาดทานอะไรไม่ได้เลย
ปัจจัยอะไรกระตุ้นให้เป็นไมเกรนมากขึ้น
ความเครียด
อดนอน
ทำงานมากเกินไปจนขาดการพักผ่อน
ทานอาหารบางชนิด เช่น ช็อกโกแลต เนยแข็ง กล้วยหอม น้ำตาลเทียม ผงชูรส น้ำแอบปเปิ้ล ชา กาแฟ ไวน์แดง ถั่วลิสง กะหล่ำปลีดอง ไส้กรอก
ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ขณะมีประจำเดือน หรือทานยาคุมกำเนิด
เสียงดัง หรือที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด รวมทั้งที่ที่มีแสงจ้าเกินไป
ป้องกันได้มั้ยเนี่ย
ถ้านาน ๆ ครั้งรู้สึกปวดที อย่างปีละ 2-3 หน ก็ไม่จำเป็นต้องกินยา แต่ถ้าปวดถี่ ๆ อย่างปวดทุกวันหรือเกือบทุกสัปดาห์ ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยข้างต้น และหมออาจให้ยาป้องกัน เช่น ยาป้องกันไม่ให้หลอดเลือดในสมองขยายตัว ยาบรรเทาอาการซึมเศร้า ฯลฯ ซึ่งยาเหล่านี้เป็นยาอันตรายต้องอยู่ในความดูแลของหมอเท่านั้น
แม้จะเป็นโรคที่ไม่ อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ทำให้รำคาญและบั่นทอนสุขภาพจิตมิใช่เล่น ฉะนั้นทางที่ดีเราควรป้องกันไม่ให้โรคนี้เกิดขึ้น ก่อนจะสายเกินแก้ดีกว่านะคะ
คุณก็มีโอกาสเป็นไมเกรนถ้า…
อ้วนเกินไป
สูบบุหรี่เป็นประจำ หรืออยู่ในสถานที่ที่ไม่ปลอดบุหรี่
นอนไม่พอ อย่างต่ำต้องวันละ 7-8 ชั่วโมง
ไม่มีเวลาออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที
ไม่เคยทานอาหารตรงตามเวลา
ไม่เคยตรวจความดัน ระดับคอเลสเตอรอล และมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีความดันและระดับคอเลสเตอรอลสูง
ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์บ่อย ๆ และดื่มชาหรือกาแฟเป็นประจำ
ดื่มน้ำน้อย เพราะคนดื่มน้ำมากจะป้องกันอาการปวดหัวได้
อาหารช่วยบรรเทาอาการไมเกรน
แมกนีเซียม เช่น ถั่วต่าง ๆ ผักใบเขียว ธัญพืช และอะโวคาโด
แคลเซียม เช่น นม งาดำ ปลาเล็กปลาน้อย
ดื่มน้ำสมุนไพร เช่น เก๊กฮวย ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่าการดื่มสารสกัดจากใบเก๊กฮวยแห้ง 125 มิลลิกรัม/วัน ช่วยป้องกันไมเกรนได้ แต่ถ้าแพ้ละอองเกสรควรหลีกเลี่ยง
อาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น ตับ ผักใบเขียว เพราะอาการปวดหัวเป็นอาการอย่างหนึ่งของการขาดธาตุเหล็ก
วิตามินบีและกรดโฟลิก ซึ่งมีมากในผักสีเขียว
น้ำมันปลา ซึ่งมีกรดโอเมก้า -3 ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้
Co Enzyme Q10 มีงานวิจัยจาก Cleveland Headache Center ระบุว่าถ้าทาน Co Enzyme Q10 เสริมวันละ 150 มิลลิกรัม จะช่วยลดความถี่ของไมเกรนได้
ข้อแนะนำจาก นพ.สุรัตน์ บุญญะการกุล แผนกอายุรกรรมประสาท ศูนย์สมองและไขสันหลัง ร.พ.พญาไท 1
“ไมเกรนเป็นโรคที่วินิจฉัยได้ด้วยการซักประวัติละเอียด และตรวจร่างกายทางระบบประสาท โดยไม่จำเป็นต้องมีการเจาะเลือด เอ็กซเรย์ หรือตรวจด้วยคอมพิวเตอร์แต่อย่างใด สำหรับผู้ป่วยที่ปวดหัวจากไมเกรน การทานยาพาราเซตตามอลได้ผลในรายที่ปวดหัวไม่มาก ที่ได้ผลดีคือยากลุ่มป้องกันหลอดเลือดหดตัว สำหรับผู้ป่วยไมเกรนที่ปวดหัวบ่อยเกือบทุกสัปดาห์ แพทย์จะสั่งยาป้องกันสำหรับรับประทานทุกวัน”

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฎเป็นข้อมูลที่ได้จากการ forword จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บางส่วนอาจจะยังไม่มีผลการวิจัยทางวิชาการยืนยัน บางส่วนเกิดจากการเขียนโดยความเห็นของผู้เขียนต้นฉบับเอง ซึ่งทางบันทึกของครูบ้านนอก ขอสงวนสิทธิ์ในความรับผิดชอบของข้อมูลเป็นของผู้เขียนบทความ และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกครั้งครับ

29 มีนาคม 2554

นั่งหน้าคอมพ์นานๆ ปวดต้นคอ-สายตาล้า คุณอาจเป็นโรค“ออฟฟิศซินโดรม”

นั่งหน้าคอมพ์นานๆ ปวดต้นคอ-สายตาล้า คุณอาจเป็นโรค“ออฟฟิศซินโดรม”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

By Lady Manager

หลายคนคงคุ้นหูกันบ้างแล้วกับ ออฟฟิศ ซินโดรม (Office Syndrome) หรือโรคที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ที่สาวออฟฟิศหลายคนฟังแล้วเริ่มหวั่นใจว่า ตัวเองมีภาวะเสี่ยงแค่ไหน ..ก็แหม แค่ชื่อโรคที่มีคำว่า “ ออฟฟิศ” เข้าไปเกี่ยวซะแล้ว จะให้ไม่หวั่นใจได้ยังไง!?




ในเมื่อเจ้าโรคชื่อแปลก ทำให้สาวๆ หวั่นใจได้ขนาดนี้ เราจึงติดต่อไปยัง นายแพทย์จตุพร โชติกวณิชย์ แห่งภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปีดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เพื่อให้ข้อมูลชัดๆ ว่า ออฟฟิศ ซินโดรมคือโรคที่มีลักษณะอาการอย่างไร สาวเวิร์คกิ้งวูเมน (working women) อย่างเราๆ มีความเสี่ยงสูงแค่ไหนที่จะเป็น ไปจนถึงจะมีวิธีการป้องกันไม่ให้โรคนี้เข้ามาวุ่นวายกับชีวิตเรา

“ออฟฟิศ ซินโดรม คือกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการทำงานหนัก ทั้งอาการปวดหลัง, ปวดไหล่, ปวดมือ, ล้าสายตา, ปวดหัว ฯลฯ กล่าวคือ ภาวะการเจ็บป่วยที่เกิดจากการทำงานหนัก หรือที่ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Over Use หมายถึง ทำงานมาก..ไม่สมดุลในชีวิต จะถูกเรียกว่า กลุ่มอาการของออฟฟิศ ซินโดรม ทั้งหมด”

อาจารย์หมอจตุพรอธิบายยาวว่า กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม พบมากในคนอายุ 25-40 ขึ้นไป โดยเป็นในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบว่าส่วนใหญ่เกิดจากการนั่งใช้คอมพิวเตอร์ทำงานนานๆ แล้วไม่ได้ขยับตัว หรือยืดเส้น ยืดสาย เพื่อบริหารร่างกาย สำหรับอาการออฟฟิศ ซินโดรม ที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยทำงานบ้านเรา คือ กลุ่มอาการต่อไปนี้

ปวดหัวไหล่-ปวดหลัง เกิดจากการนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้รู้สึกปวดเมื่อยบริเวณสะบักหัวไหล่ทั้ง 2 ข้าง เหมือนมีคนเอามือมากดแรงๆ ที่หัวไหล่ลามไปจนถึงปวดหลัง เนื่องจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเกิดอาการล้าจากการใช้งานหนัก

วิธีป้องกัน ควรเลือกเก้าอี้ที่ปรับขึ้นลงได้ และควรมีพนักพิงที่สามารถรองรับศีรษะได้ เพื่อจะได้ไม่รู้สึกเกร็งเวลานั่งทำงาน และปรับเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชม. ไม่นั่งติดต่อในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ หรือทุก 2 – 3 ชั่วโมง ควรลุกขึ้นยืดเส้น เปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อบ้าง





ปวดตา-ปวดศีรษะ เกิดจากการที่ต้องจ้องที่จอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งจนเกิดอาการล้า ตาแห้ง น้ำตาไหลระคายเคืองตา ตามัว ปวดตา และอาจลุกลามไปถึงการปวดศีรษะ ส่วนในรายที่เป็นโรคไมเกรน (Migraine Headache) หรือโรคปวดศีรษะข้างเดียวอยู่แล้ว อาการปวดก็จะหนักขึ้น

วิธีป้องกัน ควรพักสายตาเป็นระยะ ทุก 20 นาที, หลับตาสักครู่ทุก 1 ชั่วโมง หรือลุกเดินไปทำกิจกรรมอื่นเพื่อพักสายตา รวมถึงควรวางจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตาและปวดคอ ส่วนความสว่างของหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรปรับความสว่างให้พอเหมาะ ไม่สว่างจ้าจนเกินไป (ตามทฤษฎีบอกไว้ว่า แสงสว่างของจอคอมพิวเตอร์ มากกว่าความสว่างของสภาพแวดล้อมในห้องสามเท่า) และควรปรับสีของจอให้สบายตา โดยจากผลการวิจัยพบว่าตัวอักษรสีเข้มบนพื้นจอสีอ่อนจะทำให้อ่านได้อย่างสบาย ตา

ปวดข้อมือ เกิดจากภาวะผังผืด ทับเส้นประสาท จะมีอาการจะมีอาการปวดมือ และร้าวขึ้นไปที่แขน รวมทั้งมักมีอาการชาที่นิ้วมือ โดยเฉพาะในเวลานอนหรือเวลาตื่นนอนตอนเช้า หากบางรายมีการการหนักมือจะเริ่มอ่อนแรง ไม่มีแรงกำมือ สาเหตุเกิดจากการใช้งาน และวางตำแหน่งของข้อมือ ในท่าเดียวกันนานๆ โดยเฉพาะเมื่อข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่กระดกขึ้น หรือ ‘งอ’ ลงมากๆ เป็นเวลานาน เช่น การพิมพ์ คีย์บอร์ด (key board) คอมพิวเตอร์





วิธีป้องกัน ควรเลือกโต๊ะทำงานให้มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อที่จะสามารถพิมพ์แป้นคีย์บอร์ดได้อย่างถนัด รวมถึงที่แป้นคีย์บอร์ด ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้ข้อมือกระดกบ่อยๆ และควรจัดสภาพโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อความสะดวกในการหยิบจับสิ่งของต่างๆ โดยไม่เมื่อย

“สำหรับคนที่ป้องกันไม่ทัน และเกิดภาวะโรคนี้ขึ้นมาแล้ว วิธีการรักษารักษาระยะสั้นจะเป็นไปตามอาการคือ หากปวดเมื่อยก็ให้ยาบรรเทาอาการปวด เช่น ยาแก้ปวด ยาคลายเส้น ยาแก้อักเสบ แพทย์ทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู จะแนะนำให้ทำกายภาพบำบัด แต่การรักษาแบบนี้ก็เป็นเพียงการบรรเทาอาการเท่านั้น โรคนี้จะไม่หายขาดตราบใดที่เรายังใช้งานร่างกายอย่างหนัก”

อาจารย์หมอหน้าละอ่อนกล่าวว่า วิธีที่จะช่วยรักษาได้ระยะยาว

“คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเอง เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จัดองค์ประกอบโต๊ะ- เก้าอี้ และนั่งในท่าที่เหมาะสม” ดังที่แนะนำไว้ข้างต้น พร้อมกันนี้อาจารย์หมอใจดี กำชับว่า

“สิ่งสำคัญของการป้องกันโรคออฟฟิศ ซินโดรม อีกอย่างคือ การเปลี่ยนทัศนคติของตัวเอง ให้เป็นคนไม่เครียด และมองโลกในแง่ดีเสมอ เพราะแม้จะยังไม่มีผลงานวิจัยรายงานที่แน่นอน แต่จากการทำงานรักษาผู้ป่วยโรคออฟฟิศซินโดรม มากว่า 20 ปี พบว่าคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ค่อนข้างเครียด มองโลกในแง่ร้าย หรือมีปัญหาที่ทำงาน ปัญหาทางบ้าน แทบทั้งสิ้น ซึ่งความเครียดไม่ได้ส่งผลแค่กับโรคนี้เท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งโรคร้ายอีกหลายโรค”

เตือน! อิริยาบถที่เสี่ยงเกิดโรคในกลุ่มออฟฟิศ ซินโดรม

* นั่งไขว้ห้าง เป็นระยะเวลานานๆ
* นั่งกอดอกนานๆ เพราะจะทำให้ปวดที่หัวไหล่ได้
* การนั่งหลังค่อม
* นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น หรือนั่งครึ่งก้น เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อเกร็ง ไม่สมดุล
* การยืนโดยทิ้งน้ำหนักไปที่เท้าข้างใดข้างหนึ่งเพียงข้างเดียว
* การใส่รองเท้าส้นสูงมากๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน
* การสะพายกระเป๋าหนัก หรือหิ้วของหนักบ่อยๆ
* นอนตัวเอียง นั่นคือ นอนขดนานๆ

28 มีนาคม 2554

คนแรกที่รักคุณ

เเด่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งที่ชื่อว่าแม่
เมื่อคุณเกิดมาในโลกนี้ แม่อุ้มคุณไว้ในอ้อมอก คุณขอบคุณแม่ด้วยการเปล่งเสียงร้องไห้
เมื่อคุณอายุ 1 ขวบ แม่ป้อนข้าวและอาบน้ำให้คุณ คุณขอบคุณแม่โดยการร้องไห้งอแง
เมื่อคุณอายุ 2 ขวบ แม่สอนให้คุณหัดเดิน คุณขอบคุณแม่ด้วยการวิ่งหนีทุกครั้งที่แม่เรียกหา
เมื่อคุณอายุ 3 ขวบ แม่ทำอาหารทุกอย่างให้คุณด้วยความรัก คุณขอบคุณแม่ด้วยการโยนจานลงบนพื้น
เมื่อคุณอายุ 4 ขวบ แม่ให้ดินสอสีแก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการระบายสีเลอะเต็มบ้าน
เมื่อคุณอายุ 5 ขวบ แม่แต่งชุดสวยๆ(หรือหล่อๆ)ให้คุณไปเที่ยว คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำชุดเลอะโคลน
เมื่อคุณอายุ 6 ขวบ แม่ไปส่งคุณที่รร. คุณขอบคุณแม่ด้วยการร้องไห้ตะโกนว่า ' ไม่ไป... ไม่ไป... ไม่ไป... ''
เมื่อคุณอายุ 7 ขวบ แม่ซื้อไอศกรีมให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำมันหกเลอะเทอะไปทั่ว
เมื่อคุณอายุ 8 ขวบ แม่ซื้อลูกบอลให้คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการทำกระจกเพื่อนบ้านแตก
เมื่อคุณอายุ 9 ขวบ แม่สอนให้คุณเล่นเปียโน คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เคยแม้แต่จะซ้อม
เมื่อคุณอายุ 10 ขวบ แม่พาคุณไปเรียนพิเศษและพาไปงานวันเกิดเพื่อน คุณขอบคุณแม่ด้วยการกระโดดลงจากรถโดยไม่คิดที่จะหันกลับมามอง
เมื่อคุณอายุ 11 ขวบ แม่พาคุณกับเพื่อนไปดูหนัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการขอที่นั่งคนละแถว(หรือขอให้แม่ไม่ต้องดู)
เมื่อคุณอายุ 12 ขวบ แม่เตือนคุณว่าอย่าดูทีวี คุณขอบคุณแม่ด้วยการรอให้แม่ไปข้างนอกแล้วดูต่อ
เมื่อคุณอายุ 13 ปี แม่บอกให้คุณตัดผม คุณขอบคุณแม่ด้วยการด่าแม่ว่า ' แม่นี่...ไม่มีรสนิยมเลย ไม่ต้องกะหนู(ผม)หรอก '
เมื่อคุณอายุ 14 ปี แม่จ่ายเงินซัมเมอร์แคมป์ที่แพงแสนแพงเพื่อให้คุณได้เรียนสิ่งที่ดีๆ คุณขอบคุณแม่ด้วยการไม่เขียนจดหมายหาแม่ซักกะฉบับ

เมื่อคุณอายุ 15 ปี แม่กลับบ้านหลักงานเลิกอยากกอดคุณสักกอด คุณขอบคุณแม่ด้วยการขังตัวเองอยู่ในห้อง
เมื่อคุณอายุ 16 ปี แม่สอนคุณขับรถ คุณขอบคุณแม่ด้วยการขับรถหนีแม่ไป??ที่ยว
เมื่อคุณอายุ 17 ปี แม่จ่ายค่าเรียนกวดวิชา คุณขอบคุณแม่ด้วยการให้แม่ส่งข้างนอกเพื่อจะได้ไม่อายเพื่อน
เมื่อคุณอายุ 18 ปี แม่ร้องไห้ในวันที่คุณจบชั้นมัธยม คุณขอบคุณแม่ด้วยการฉลองยันเช้า
เมื่อคุณอายุ 19 ปี แม่รอโทรศัพท์สายสำคัญ คุณขอบคุณแม่ ด้วยการใช้สายตลอดคืนนั้น
เมื่อคุณอายุ 20 ปี แม่ถามว่าคุณมีแฟนรึยัง คุณขอบคุณแม่ด้วยการตอบว่า ' แม่อย่ามายุ่งกะหนู(ผม)เลย '
เมื่อคุณอายุ 21 ปี แม่แนะนำอาชีพของแม่ให้คุณทำในอนาคตของคุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' หนู(ผม)ไม่อยากเป็นอย่างแม่ '
เมื่อคุณอายุ 22 ปี แม่อยากกอดคุณในวันรับปริญญา คุณขอบคุณแม่ด้วยการกอดกับเพศตรงข้ามกับคุณ
เมื่อคุณอายุ 23 ปี แม่ซื้ออพาร์ตเม้นท์และเฟอร์นิเจอร์ให้แก่คุณ คุณขอบคุณแม่ด้วยการว่ากับเพื่อนๆลับหลังว่า ' มันช่างเชยและน่าเกลียดเสียนี่กระไร '
เมื่อคุณอายุ 24 ปี แม่บอกให้คุณพาแฟนของคุณมาหาแม่ เมื่อคุณพามา แม่ถามพวกคุณว่าอนาคตวางแผนไว้ว่าอย่างไร คุณขอบคุณแม่ด้วยการจ้องเขม็งและพูดว่า ' แม่จะมายุ่งอะไรกะหนูอีกเนี่ย '
เมื่อคุณอายุ 25 ปี ( สำหรับผู้ชาย)แม่ช่วยออกค่าสินสอดให้กับคุณ และบอกกับคุณว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' อายคนอื่นเขาน่า แม่ '
( สำหรับผู้หญิง)แม่ช่วยออกค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานให้คุณ และบอกว่าแม่รักคุณมากขนาดไหน คุณขอบคุณแม่ด้วยการพูดว่า ' หนูอยากไปอยู่ต่างประเทศเพื่อจะได้สวีทกับแฟนโดนไม่มีแม่ '
เมื่อคุณอายุ 30 ปี แม่โทรมาหาและแนะนำวิธีเลี้ยงเด็ก คุณขอบคุณแม่โดยการบอกว่า ' สมัยนี้มันเปลี่ยนไปแล้วล่ะค่ะแม่ '
เมื่อคุณอายุ 40 ปี แม่โทรมาชวนคุณไปงานวันเกิดญาติ คุณขอบคุณแม่และญาติว่า ' ตอนนี้ไม่ว่างเลย '
เมื่อคุณอายุ 50 ปี แม่ชราและไม่สบาย อยากให้คุณดูแล คุณขอบคุณแม่ด้วยการบอกว่า ' มันเป็นภาระนะแม่ หนูมีงานอีกเยอะแยะ '
และแล้ววันหนึ่ง แม่จากคุณไปอย่างสงบ และทุกอย่างที่คุณไม่เคยทำมาก่อน จะเหมือนฟ้าผ่าในใจคุณ
โปรดใช้เวลาสักนิด แสดงออกถึงความลึกซึ้งแด่ ' แม่ '
ไม่มีอะไรมาแทนแม่ได้ แม้ว่าบางคราวแม่จะไม่ใช่คนที่เข้าใจคุณมากที่สุด หรือเห็นด้วยกับคุณ แต่ก็คือ ' แม่ ' ของคุณ และเชื่อได้ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อคุณ รับฟังคุณ ความกังวลของคุณ
ลองถามตัวเองดู คุณมีเวลาที่จะฟังความเศร้า ความกังวลใจไม่ว่าจากการงาน จากงานบ้าน หรือจากงานในครัวของแม่ไหม คุณเคยนึกถึงความทุกข์ของแม่ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อคุณและทุกคนไหม
รักแม่ให้มาก แม้ว่าจะคิดเห็นแตกต่างการ เพราะเมื่อแม่จากไป จะเหลือเพียงความเสียใจและความทรงจำเท่านั้น

อย่าเพิกเฉยกับคนที่ใกล้หัวใจคุณที่สุด รัก ' แม่ ' ให้มากกว่ารักตัวเอง แสดงให้แม่รู้ว่าคุณก็ ' รัก ' ก่อนที่จะทำได้เพียงบอกรักกับ ' รูป ' ของแม่เท่านั้น
..................

หมายเหตุ : ข้อมูลที่ปรากฎเป็นข้อมูลที่ได้จากการ forword จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บางส่วนอาจจะยังไม่มีผลการวิจัยทางวิชาการยืนยัน บางส่วนเกิดจากการเขียนโดยความเห็นของผู้เขียนต้นฉบับเอง ซึ่งทางบันทึกของครูบ้านนอก ขอสงวนสิทธิ์ในความรับผิดชอบของข้อมูลเป็นของผู้เขียนบทความ และโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านทุกครั้งครับ
ให้คะแนนข้อเขียนนี้...คุณจะให้กี่ดาวดีจ๊ะ