09 เมษายน 2555

กำหนดการ-ซุ้มจุดรับถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ

กำหนดการ-ซุ้มจุดรับถวายดอกไม้จันทน์ งานพระราชทานเพลิงพระศพเจ้าฟ้าเพชรรัตนฯ

กทม. ได้จัดให้มีพิธีถวายดอกไม้จันทน์ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีแก่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี จำนวน 3 ซุ้ม ณ บริเวณท้องสนามหลวง (ด้านทิศเหนือ) 3 ซุ้ม บริเวณท่าช้าง 1 ซุ้ม บริเวณทางเท้าฝั่งตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม 1 ซุ้ม

โดยกำหนดให้วาง 2 ช่วงเวลา คือ 2 ช่วงเวลา 12.30-15.30 น. และ 18.00-21.00 น. และเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในกรุงเทพฯ จึงได้จัดซุ้มรับและถวายดอกไม้จันทน์ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไว้อีกจำนวน 46 วัด

สำหรับ 46 วัดใน กทม.มีดังนี้ เขตคลองเตย วัดคลองเตยในเขตคลองสาน วัดสุทธารามเขตคลองสามวา วัดพระยาสุเรนทร์เขตคันนายาว วัดบุญศรีมุนีกรณ์เขตจตุจักร วัดเสมียนนารี เขตจอมทอง วัดราชโอรสารามราชวรวิหารเขตดอนเมือง วัดดอนเมืองเขตดินแดง วัดพรหมวงศารามเขตตลิ่งชัน วัดรัชฎาธิษฐานเขตทวีวัฒนา

วัดปุรณาวาส เขตทุ่งครุ วัดทุ่งครุเขตธนบุรี วัดเวฬุราชิณวรวิหารเขตบางกอกน้อย วัดเจ้าอามเขตบางกอกใหญ่ วัดสังข์กระจายเขตบางกะปิ วัดเทพลีลาเขตบางขุนเทียน วัดสะแกงามเขตบางเขน วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหารเขตบางคอแหลม วัดราชสิงขรเขตบางแค วัดบุณยประดิษฐ์เขตบางซื่อ วัดมัชฌันติการาม เขตบางนา

วัดบางนาในเขตบางบอน วัดนินสุขารามเขตบางพลัด วัดภคินีนารถวรวิหารเขตบางรัก วัดหัวลำโพงเขตบึงกุ่ม วัดนวลจันทร์ เขตปทุมวัน วัดปทุมวนารามราชวรวิหารเขตประเวศ วัดกระทุ่มเสือปลาเขตพญาไท วัดไผ่ตันเขตพระโขนง วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหารเขตภาษีเจริญ วัดปากน้ำภาษีเจริญเขตมีนบุรี

วัดบำเพ็ญเหนือเขตยานนาวา วัดปริวาสราชสงครามเขตราชเทวี วัดดิสหงษารามเขตราษฎร์บูรณะ วัดราษฎร์บูรณะเขตลาดกระบัง วัดปลูกศรัทธา เขตลาดพร้าว วัดสาครสุ่นประชาสรรค์เขตวังทองหลาง

วัดบึงทองหลางเขตวัฒนา วัดธาตุทองเขตสวนหลวง วัดยางเขตสะพานสูง วัดลาดบัวขาวเขตสาทร วัดยานนาวาเขตสายไหม วัดอยู่ดีบำรุงธรรมเขตหนองแขม วัดอุดมรังสีเขตหนองจอก วัดหนองจอกเขตหลักสี่ วัดหลักสี่เขตห้วยขวาง วัดอุทัยธาราม

การแสดงมหรสพสมโภชนั้น ได้จัดขึ้นทั้งหมด 3 เวที โดยทุกเวทีจะเริ่มการแสดงตั้งแต่ เวลา 19.00 น. ของวันที่ 9 เมษายน และเสร็จสิ้นเวลา 06.00 น. ในวันที่ 10 เมษายน โดยใช้เวลาการแสดง 10 ชั่วโมง ซึ่งจะหยุดการแสดงในช่วงเวลาพระราชทานเพลิงพระศพจริง สำหรับการแสดงหน้าพระเมรุนั้น จะจัดการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ ชุดนางลอย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง

ส่วนงานพระราชพิธีฯในช่วงเช้าในเวลา 7.00น. วันนี้ จะมีพิธีอัญเชิญพระโกศออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง

วันที่ 9 เมษายน 2555
 เวลาประมาณ 07.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ตามพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพขึ้นประดิษฐานในบุษบกพระมหาพิชัยราชรถ ไปยังพระเมรุท้องสนามหลวง

สำหรับขบวนพระอิสริยยศ เชิญพระโกศพระศพ ออกสู่พระเมรุในช่วงเช้าวันนี้ ประกอบไปด้วย 3 ริ้วขบวน คือ ริ้วขบวนที่ 1 เชิญพระโกศพระศพ โดยพระยานมาศสามลำคาน จากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระมหาพิชัยราชรถ หน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ริ้วขบวนที่ 2 เชิญพระโกศพระศพ โดยพระมหาพิชัยราชรถ จากหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ไปยังพระเมรุ ท้องสนามหลวง และริ้วขบวนที่ 3 เชิญพระโกศพระศพ โดยพระยานมาศสามลำคานเวียนรอบพระเมรุ โดยอุตราวัฏ หรือ เวียนซ้าย 3 รอบ แล้วเชิญประดิษฐานบนพระจิตกาธานพระเมรุ

เวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ยังพระที่นั่งทรงธรรม ซึ่งเป็นพระที่นั่ง ในการพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เพื่อประกอบพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ

เวลา 22.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จขึ้นพระเมรุพระราชทานเพลิงพระศพ

วันที่ 10 เมษายน 2555
 เวลา 18.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ยังพระที่นั่งทรงธรรม ในการพิธีเก็บพระอัฐิ ทรงเก็บพระอัฐิ สรงพระสุคนธ์ เชิญลงในพระโกศทองคำลงยา โดยในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ แทนพระองค์ ตามพระโกศพระอัฐิเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง

วันที่ 11 เมษายน 2555
 ก่อนเวลา 16.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในการพิธีพระราชกุศลพระอัฐิ

วันที่ 12 เมษายน 2555 วันสุดท้ายของการพระราชพิธี
 เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในการพิธีเลี้ยงพระ เชิญพระอัฐิขึ้นประดิษฐาน โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ เสด็จฯ ตาม เชิญพระโกศพระอัฐิขึ้นประดิษฐานที่พระวิมานบนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ปิดการจราจร (ชั่วคราว) พิธีพระราชเพลิงพระศพ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา
  • การปิดการจราจร (ชั่วคราว) ในงานพระราชพิธีพระราชเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี บริเวณมณฑลพิธีสนามหลวง โดยห้ามหยุดหรือห้ามจอดบนถนนบริเวณรอบเกาะรัตนโกสินทร์ และถนนบริเวณใกล้เคียงตลอดเวลา ในวันจันทร์ที่ 9 เมษายน เวลา 00.01 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ โดยห้ามเดินรถทุกชนิดบนถนนดังต่อไปนี้

    ถนนราชดำเนินใน
     ถนนหน้าพระลาน
     ถนนหน้าพระธาตุ
     ถนนมหาราช
     ถนนท้ายวัง
     ถนนเชตุพน
     ถนนสนามไชย
     ถนนหับเผย
     ถนนหลักเมือง
     ถนนกัลยาณไมตรี
     ถนนสราญรมย์
     ถนนเจริญกรุง (สนามไชย-ราชินี)
    ถนนราชินี
     ถนนพระจันทร์
     ซอยเศรษฐการ

    ตั้งแต่เวลา 05.00 น.เป็นต้นไป ห้ามเดินรถและห้ามหยุดหรือจอดรถทุกชนิด ในถนนดังต่อไปนี้

    ถนนราชดำเนินกลาง
    ถนนราชดำเนินนอก ตั้งแต่แยกผ่านฟ้า ถึง แยกถนนวิสุทธิกษัตริย์ (แยก จปร.)
    สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า
    ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตั้งแต่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ถึง แยกถนนอรุณอัมรินทร์
    ถนนจักรพงษ์
    ถนนตะนาว
    ถนนดินสอ
    ถนนประชาธิปไตย
    ถนนสามเสน ตั้งแต่แยกถนนวิสุทธิกษัตริย์ (แยกบางขุนพรหม) ถึงแยกถนนพระสุเมรุ (แยกบางลำพู)
    ถนนพระสุเมรุ
    ถนนอัษฎางค์ ตั้งแต่แยกถนนราชดำเนินกลาง ถึงแยกถนนเจริญกรุง
    ถนนเฟื้องนคร
    ถนนพระอาทิตย์
    ถนนนครสวรรค์ ตั้งแต่แยกจักรพรรดิพงษ์ ถึง แยกผ่านฟ้า
    ถนนหลานหลวง ตั้งแต่แยกถนนจักรพงษ์ (แยกหลานหลวง) ถึง แยกผ่านฟ้า
    ถนนสนามไชย ตั้งแต่แยกถนนราชดำเนินกลาง ถึง แยกถนนบำรุงเมือง (แยกสำราญราษฎร์)
    ถนนบริพัตร ตั้งแต่แยกถนนบำรุงเมือง ถึง แยกถนนดำรงรักษ์
    ถนนดำรงรักษ์ ตั้งแต่แยกผ่านฟ้า ถึง แยกถนนจักรพรรดิพงษ์

    ขอให้ผู้ใช้รถที่มีความจำเป็นต้องผ่านไป-มา บริเวณดังกล่าว หากไม่มีความจำเป็นขอให้หลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทนจะได้รับความสะดวก กว่า หากมีกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับเส้นทางและข้อมูลจราจรสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์ ควบคุมและสั่งการจราจรหมายเลขโทรศัพท์ 1197 หรือ www.trdficpolice.go.th
แจ้งจุดจอดรถ

ทาง บช.น.ได้กำหนดจุดจอดรถให้กับผู้ที่จะมาร่วมงานไว้ในพื้นที่ใกล้เคียง รวม 2,670 คัน ดังต่อไปนี้
ฝั่งถนนมหาราชรวม 660 คัน ได้แก่
  • ถนนมหาราช ตัดถนนพระจันทร์-รร.ราชินี จำนวน 160 คัน
     ซอยเศรษฐการ 10 คัน
     ถนนเชตุพน 20 คัน
     วัดพระเชตุพน จำนวน 20 คัน
     ท่าราชวรดิฐ จำนวน 80 คัน
     ม.ศิลปากร จำนวน 60 คัน
     ถนนพระจันทร์ จำนวน 30 คัน ม
     มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 200 คัน
     พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จำนวน 20 คัน
ฝั่งถนนราชินี จำนวน 2,010 คัน ได้แก่  
  • ถนนราชินี แยกผ่านพิภพฯ-ตัดถนนเจริญกรุง จำนวน 400 คัน
     รร.วัดราชบพิธ จำนวน 60 คัน
     สำนักงานที่ดิน กทม. จำนวน 50 คัน
     ถนนพระพิพิธ จำนวน 40 คัน
     หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน จำนวน 200 คัน
     ถนนเจริญกรุง จำนวน 60 คัน
     สวนสราญรมย์ จำนวน 20 คัน
     ถนนสราญรมย์ จำนวน 20 คัน
     กรมแผนที่ทหาร จำนวน 80 คัน
     ถนนกัลยาณไมตรี จำนวน 70 คัน
     กระทรวงกลาโหม จำนวน 300 คัน
     ถนนหลักเมือง จำนวน 120 คัน
     ถนนหน้าหับเผย จำนวน 80 คัน
     สำนักงานอัยการ จำนวน 100 คัน
     ศาลเยาวชน จำนวน 70 คัน
     ศาลยุติธรรม จำนวน 300 คัน

    มีจุดจอดรถในพื้นที่รอบนอก อีกจำนวน 1,910 คัน แยกเป็นสถานที่จอดรถในเขตเหนือ จำนวน 1,300 คัน ได้แก่
  • ถนนกำแพงเพชร 5 (โลคัลโรด) จำนวน 100 คัน
    ถนนกำแพงเพชร 1 (โรงปูน) จำนวน 150 คัน
    ถนนกำแพงเพชร 2 (หน้า บขส.) จำนวน 150 คัน
    ลานจอดรถ บช.ภ. 1 จำนวน 100 คัน
    ถนนกำแพงเพชร 6 จำนวน 400 คัน
    ถนนประเสริฐมนูกิจ (เกษตร-นวมินทร์) จำนวน 400 คัน
สถานที่จอดรถในเขตธนบุรี จำนวน 610 คัน ได้แก่
  • ถนนราชพฤกษ์ จำนวน 150 คัน
    ถนนกาญจนาภิเษก จำนวน 150 คัน
    ถนนพุทธมณฑลสาย 1 จำนวน 150 คัน
    ถนนพุทธมณฑลสาย 2 จำนวน 80 คัน
    ถนนอักษะ จำนวน 80 คัน
     
ประชาชนทั่วไปที่จะเดินทางมาร่วมในงานพระราชพิธีครั้งนี้ สามารถเดินทางด้วยรถโดยสาร(Shuttle Bus) ซึ่ง ขสมก.จัดให้บริการฟรี จำนวน 6 เส้นทาง เดินทางเข้ามาภายในบริเวณพิธี ดังนี้

1. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ(เซ็นเตอร์วัน) : ใช้รถไฟฟ้า( BTS )มาลงที่สถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ

2. สนามม้านางเลิ้ง : จอดรถได้ที่สนามม้านางเลิ้ง โดยสารรถไฟลงที่สถานียมราช
3. สนามศุภชลาศัย : จอดรถได้ที่ภายในสนามศุภชลาศัย
4. สถานีรถไฟหัวลำโพง (ริมคลอง) : โดยสารรถไฟ หรือจอดรถในสถานีรถไฟหัวลำโพง หรือ นั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) มาที่สถานีหัวลำโพง

5. วงเวียนใหญ่(ลาดหญ้า) : จอดรถบริเวณถนนลาดหญ้าหรือนั่งรถไฟฟ้า ( BTS ) มาที่สถานีวงเวียนใหญ่
6. สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ สายใต้(ตลิ่งชัน) : จอดรถภายในสถานีขนส่งฯ
ข้อมูลโดยwww.talkystory.com/



...............................

08 เมษายน 2555

ตรวจสอบ Dead Pixel บน iPhone

มาตรวจสอบ Dead Pixel บน iPhone กันเถอะครับ


มาเช็ค Dead Pixel แบบง่ายๆกันดีกว่า     ขณะนี้ กระแสเทคโนโลยีก้าวไกลมากมาย จนบางครั้งเราก็ต้องกลับมามองว่า กระแสนี้เกิดจากความต้องการจริงๆ หรือว่าเราต่างไปหาเหตุผลมาสนับสนุนตัวเราเองว่า "มันคือความจำเป็น"

     ยิ่งในตอนนี้ กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายแจก tablet ครูก็ยิ่งต้องศึกษาหาความรู้ เรียนรู้วิธีใช้งานเบื้องต้น และการตรวจสอบสินค้าเบื้องต้นว่ามีคุณภาพอย่างไร (อันนี้ รวมไปถึงทุกท่านที่ต้องการจะมีไว้ในครอบครองด้วยนะครับ)

     Dead pixel หรือจุดบอดของคอมพิวเตอร์ เป็นอาการที่พบมาในจอ LCD หรือแม้กระทั้งจอ สมาร์ทโฟน ทำให้แสดงผลผิดเพี้ยน เกิดเป็นจุดที่ตำตาตำใจของผู้ซื้อมากๆ เราจึงต้องตรวจสอบก่อนออกจากร้าน เพราะหากพบปัญหาก็ได้จะได้เปลี่ยนเครื่องทันที นี่ยังไม่รวมปัญหา Bright pixel หรือจุดขาวที่ปรากฏบนจอตลอดเวลา (ประหนึ่งฝ้าถาวรที่รบกวนใจเวลาส่องกระจกเลยละ)


อ่านต่อฉบับสมบูรณ์ที่ มาเช็ค Dead Pixel แบบง่ายๆกันดีกว่า




...............................

07 เมษายน 2555

เปิดตัวแล้ว เว็บธรรมะแห่งใหม่ ใจเป็นสุข

   หลังจากที่ได้ตั้งโครงการ ธรรมเทค 2 เพื่อร่วมกันสร้างเพื่อที่ธรรมะเพื่อสร้างปัญญาบารมี และสนับสนุนให้พี่น้องที่อยู่ต่างแดนได้มีเสียงสวดมนต์ทำวัตรเช้า - เย็น แปล ฉบับของ วัดแพร่ธรรมาราม

   โดยท่านสามารถเข้าชมโครงการได้ที่ โครงการธรรมเทค 2

   เว็บแห่งใหม่ที่ใช้เป็นพื้นที่ธรรมะโดยตรงคือ "ใจเป็นสุข" ใจดี ใจสบาย ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ www.jaiphensook.net ครับ




...............................

06 เมษายน 2555

วันนี้ยังต้องไปโรงเรียนอยู่เลยครับ

วันนี้วันจักรี
เป็นวันหยุด ที่ผมยังต้องไปโรงเรียน โชคดีที่ ท่าน ผอ.เฉลิม ขัยรถมารับมาส่ง (ลูกน้องกิติมศักดิ์)

ที่ต้องไปเพราะ ต้องไปทำเอกสาร และถ่ายรูปเรื่องเกี่ยวกับงดช่วยเหลือน้ำท่วม ซึ่งเอกสารก็แก้แล้วแก้อีก ซึ่งก็ต้องบอกตามตรงว่า โรงเรียนอื่นๆก็เป็น เพราะเมื่อวาน มีอยู่โรงเรียนหนึ่ง นัดคณะครูมาทำเอกสารต่างๆที่ สพป. เลย ว้าววววว

วันนี้ ก็ถือว่าเสร็จอีกขั้นหนึ่ง ถ้าต้องไปทำอีก แม้จะเป็นสงกรานต์ก็ต้องไป...

เพราะความรับผิดชอบ กับหน้าที่ มักจะมาด้วยกัน

ก็ต้องกราบขอบพระคุณเจ้านายที่แสนดี ที่ไม่ใช่วิธีโทรศัพท์มาสั่งให้ไปทำงานนะครับ




...............................

04 เมษายน 2555

ครูครับ ทำไมเว็บที่ทำมันแสดงผลไม่อัพเดท

   คำถามที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำหลังจากที่มีการปรับปรุงข้อมูลบนเว็บของตนเอง แล้วเมื่อลองพิมพ์ url เข้าไปผลที่ปรากฏว่า ข้อมูลบนจอยังไม่ใช่ข้อมูลใหม่

   จริงๆแล้ว คอมพิวเตอร์บางเครื่อง จะมีการเก็บข้อมูลไว้ เพื่อความเร็วในการ download ในครั้งต่อไป ทำให้ไม่สามารถแสดงผลได้ในทันที

   ครูแชมป์เลยบอกว่า "ลอง refresh หรือยัง"

   ตะลุงตุ่งแช่!!!

   เมื่อลอง refresh แล้ว หน้าตาที่เป็นข้อมูลใหม่ ก็จะปรากฏขึ้นทันที

   แล้ว... ถ้าต้องการ refresh ทุก tab ในครั้งเดียวหละ ?
 
   ก็ไม่ยากครับ แต่คลิกขวาที่ tab ใน tab หนึ่ง แล้วก็คลิก refresh all ครับ เพียงเท่านี้ ทุกหน้าใน tab ก็จะปรับเป็นหน้าปัจจุบันตามที่ต้องการแล้วครับ




...............................

31 มีนาคม 2555

รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น

   ในชีวิตของคนๆหนึ่ง ย่อมแสวงหาความก้าวหน้าและความสำเร็จ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่าง แต่ที่ถือว่าสำคัญที่สุดคือ การได้ทำงานอย่างเต็มที่ เต็มกำลัง มีการพัฒนาตนเองอยู่เสมอ และจัดเก็บเอกสารข้อมูลอย่างเป็นระบบ เป็นสิ่งที่ข้าราชการ ผู้เป็นคนของพระราชา ข้าของแผ่นดินพึงกระทำ

   เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2555 ที่ผ่านมา รางวัลแห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการครูคือ รางวัล "หนึ่งแสนครูดี" ซึ่งทางคุรุสภา ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น จำได้ว่าช่วงนั้นโรงเรียนของผมได้ประสบอุทกภัย และก็มีโอกาสได้เข้าไปทำงานที่โรงเรียนกับท่านผู้อำนวยการด้วยการเสี่ยงขับรถลุยน้ำเข้าไป จึงทำให้ได้ทราบข่าวการประกวดครั้งนี้ เลยนำข้อมูลประวัติและผลงาน (ซึ่งได้จัดทำไว้แล้ว) ส่งเข้าร่วมประกวด ในการนี้ ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่าน ผอ.เฉลิม  มีมาก ที่ขับรถนำข้อมูลใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารของท่านนำมาให้ถึงที่บ้าน นั่นรางวัลแรกแห่งความภาคภูมิใจของปีนี้


   หลังจากนั้น ทางโรงเรียนก็ได้รับหนังสือราชการเลขที่ ศธ 04101/338 ลงวันที่ 23 มกราคม 2555สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต เรื่อง การคัดเลือกข้าราชการพลเรือนดีเด่น โดยกำหนดคุณสมบัติ (ข้าราชการครูอยู่ที่ข้อ 1.3 ของหนังสือที่แนบดังกล่าว) และแบบกรอกข้อมูล ซึ่งให้ผู้จะส่งผลงานเข้าพิจารณาจะต้องทำข้อมูลจำนวน 15 เล่ม ส่งภายในวันที่ 30 มกราคม 2555 ด้วยความโชคดีที่ได้จัดทำข้อมูลไว้พร้อมแล้ว จึงใช้เวลาในการจัดทำเพียง คืน และเอาไปเข้าเล่มในวันถัดไป


อ่านต่อฉบับสมบูรณ์ที่ รางวัล ข้าราชการพลเรือนดีเด่น







...............................

18 มีนาคม 2555

ดวงอาทิตย์ ถูกดาวเคราะห์สีดำ ดูดพลัง


   ไปเจอใน msn มา เลยเอามาฝากครับ


    กล้องโทรทัศน์ของศูนย์สังเกตการณ์พลังขับเคลื่อนสุริยะของนาซา ได้จับภาพวัตถุสีดำคล้ายดาวเคราะห์ขนาดเท่ากับโลก เคลื่อนตัวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และมีลำแสงสีดำเข้าหาดวงอาทิตย์
โดยคลิปภาพดังกล่าวถูกอัพโหลดขึ้นบนเว็บไซต์ยูทูบ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่ผ่านมา และสร้างความฮือฮาเป็นอย่างมาก

    เหล่านักดาราศาสตร์ ยังไม่ทราบว่ามันคือดาวเคราะห์ หรือยานลึกลับใด ๆ แต่คาดว่าวัตถุดังกล่าวอาจเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่ได้เคลื่อนผ่านระบบสุริย จักรวาล แต่เกิดขึ้นใต้พื้นผิวโลก
และมีความเย็นกว่าวัตถุสุริยะรอบข้าง ซึ่งจากภาพที่เห็นมีความเป็นไปได้ว่าวัตถุสีดำนั้นกำลังดูดพลังงานเชื้อ เพลิงจากดวงอาทิตย์เข้าสู่พื้นผิวของมัน ก่อนจะโครจรออกไป




...............................

17 มีนาคม 2555

สเตียรอยด์

สาระจาก msn ครับ

รู้จักกับ สเตียรอยด์

มีคุณอนันต์-มีโทษมหันต์ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดของยาที่จัดอยู่ในประเภท œสเตียรอยด์

รู้จักกับ สเตียรอยด์
œมีคุณอนันต์-มีโทษมหันต์ น่าจะเป็นคำจำกัดความที่ดีที่สุดของยาที่จัดอยู่ในประเภท œสเตียรอยด์ และจะว่าไปแล้วในสรีรวิทยาและการแพทย์ของมนุษย์ ก็มีสารสเตียรอยด์เป็นส่วนประกอบที่สำคัญอยู่หลายส่วน โดยบทบาทสำคัญของสเตอรอยด์ในระบบชีวิตส่วนใหญ่คือ การเป็นฮอร์โมน
สเตียรอยด์ เป็นชื่อเรียกของกลุ่มฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างจากต่อมหมวกไต ซึ่งสเตียรอยด์ที่ถูกสร้างขึ้นมีหลักๆ อยู่ 2 ชนิด คือ คอร์ติโซล (Cortisol) ซึ่งจะถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายมีภาวะเครียดเกิดขึ้น เพื่อช่วยควบคุมภาวะเครียดหรือความกดดันเหล่านั้น และ อัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ที่ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย หากมีอัลโดสเตอโรนหลั่ง ออกมามากเกินไปก็จะทำให้ร่างกายขับโปแตสเซียมออกมาก กล้ามเนื้ออ่อนแรง และทำให้มีความดันโลหิตสูงได้
สำหรับสเตียรอยด์ที่ใช้เป็นยานั้น เป็นสารที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค รวมถึงใช้ทดแทนในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนดังกล่าวได้ ซึ่งในที่นี้จะกล่าวถึงสเตียรอยด์เฉพาะในส่วนที่เป็น ยา เท่านั้น
สเตียรอยด์ อาจเรียกได้ว่าเป็นยามหัศจรรย์ โดยจากคุณสมบัติอันน่าทึ่งของยาประเภทนี้ทำให้มันถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์ กันอย่างกว้างขวาง บางชนิดก็เป็นฮอร์โมนเพศ บางชนิดก็ควบคุมระบบ เมตาบอลิกของโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน บางชนิดก็ควบคุมเกลือแร่ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณสมบัติในการต้านการอักเสบของมัน ซึ่งทำให้นายแพทย์ฟิลลิป เฮนช์ ได้รับรางวัลโนเบล ในฐานะที่เป็นผู้นำยาคอร์ติโคสเตียรอยด์มาใช้รักษาโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ อย่างได้ผลดีมาก แต่ก็เพียงระยะแรกๆ เท่านั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปพบว่าคนไข้ที่กินคอร์ติโคสเตียรอยด์ในขนาดสูงๆ และเป็นเวลานาน จะมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้น ซึ่งทำให้วงการแพทย์ต้องกลับมาทบทวนการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์กันใหม่อีก ครั้ง และนำมาสู่การควบคุมการใช้ยาชนิดนี้ในที่สุด
ตัวอย่างยากลุ่มสเตียรอยด์ ข้อสังเกตตัวยาที่มีสารสเตียรอยด์ก็คือ ชื่อยาส่วนใหญ่มักลงท้ายด้วย -one  หรือ -ol เสมอ เช่น Hydrocortisone Prednisolone Triamcinolone, Fluocinolone Betamethasone Clobetasol, Desoximetasone Prednicarbate, Mometasone, Beclomethasone Budesonide Dexamethason นอกจากนี้ ยาสเตียรอยด์มักถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อกับโรคข้อ เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลูปัส (SLE) โรคข้อเสื่อม โรคข้อสันหลังอักเสบชนิดติดยึด โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน โรคไตอักเสบ โรคหืด โรคการอักเสบของระบบประสาท บางชนิด โรคเลือดบางชนิด เป็นต้น
อันตรายจากสเตียรอยด์ เนื่องจากสเตียรอยด์มีผลต่อระบบต่างๆ ในร่างกายเกือบทุกระบบ การใช้สเตียรอยด์จึงอาจนำไปสู่อันตรายมากมาย ที่สำคัญได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราได้ง่าย, มีผลทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารบางลง จึงเกิดแผลในกระเพาะได้ง่าย, ยับยั้งการเจริญเติบโตของร่างกาย จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างมากโดยเฉพาะกับเด็ก และกรณีที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วย ห้ามใช้สเตียรอยด์โดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงขึ้น
นอกจากนี้ การใช้สเตียรอยด์ยังมีผลทำให้กระดูกผุ ผิวหนังบาง และอาจทำให้มีอาการบวม ขนดก ผิวเข้มขึ้น เป็นต้น ซึ่งอันตรายจากยาสเตียรอยด์นั้น ส่วนมากมักเกิดจากการใช้ยาผิดขนาด การใช้โดยไม่มีความจำเป็นหรือการใช้โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น รับประทานยาตอนท้องว่าง ใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจทำให้มีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ต้องพึงระวังในการใช้ยาโดยเฉพาะยาลูกกลอนที่มักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์
คำเตือน เนื่องจากยากลุ่มสเตียรอยด์มีความเป็นพิษสูงและเป็นอันตราย จึงต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น เนื่องจากก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจใช้ยาสเตียรอยด์ ต้องคิดใคร่ครวญและชั่งน้ำหนักแล้วว่าประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับต้องมี มากกว่าผลร้ายจากอาการข้างเคียง จึงจะอนุญาตให้ใช้ยานี้ได้
ขนาดหมอจะ จ่ายยาสเตียรอยด์ยังคิดแล้วคิดอีก คนไข้เองเสียอีกที่ไม่ได้รู้เรื่องการแพทย์อะไรมากมายเลย แต่หลายท่านก็เก่งขนาดวินิจฉัยโรคตัวเองได้ แถมยังชอบซื้อยามากินเองอีกต่างหาก ดังนั้น หลายต่อหลายท่านเหล่านั้นจึงมักได้พิษภัยของสเตียรอยด์เป็นของแถมมาด้วยโดย ไม่รู้ตัว
ใช้ให้เป็น ก็เป็นคุณอเนกอนันต์ แต่ถ้าใช้แบบสุ่มสี่สุ่มห้า ก็ต้องเสี่ยงกับโทษมหันต์เป็นธรรมดา


ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info





...............................

16 มีนาคม 2555

แม่เป็นไมเกรนลูกจะเป็นโคลิค

สาระจาก msn ครับ
พบความเชื่อมโยง แม่ที่มีประวัติปวดหัวไมเกรน ลูกน้อยก็จะมีอาการโคลิค ร้องไห้ส่งเสียงดังโยเย


แม่เป็นไมเกรนลูกจะเป็นโคลิค
'โคลิค' ซึ่งเกิดขึ้นกับเด็กน้อยที่มีอายุระหว่าง 2-3 สัปดาห์ แต่จะหายไปเมื่อเด็กอายุเลยวัย 3 เดือนไปแล้ว  เด็กที่เป็นโคลิคจะสังเกตได้ง่าย จากอาการหน้าแดง กำมือแน่น ยกขาชูสูงขึ้นมาถึงหน้าอก ร้องไห้เสียงดังนานราว 2-3 ชั่วโมง อาการมักเกิดขึ้นหลังการกินนมผ่านไป 15 นาที
สำหรับสาเหตุของอาการโค ลิคนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ส่วนใหญ่มักเชื่อว่า มีอากาศในท้องเด็กมากเกินไปโดยไม่ได้เรอออก ท้องของเด็กแน่นไปด้วยลมจนรู้สึกปวดท้อง นอกจากนี้ยังอาจเป็นเพราะลำไส้ของเด็กทำงานหนักเพื่อที่จะขับของเสียออกจน เริ่มเป็นตะคริว
ล่าสุด นักประสาทวิทยาในเด็ก ประจำศูนย์ศึกษาอาการปวดศีรษะ แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโก สหรัฐ นำโดย ดร.เอมี เกลแฟนด์ ออกมาเปิดเผยว่า คุณแม่ที่ในอดีตเคยมีประวัติปวดหัวไมเกรนมากกว่า 2 ครั้งต่อวันขึ้นไป มีส่วนทำให้ลูกน้อยวัยแบเบาะมีอาการโคลิค
จากกลุ่มตัวอย่าง แม่ 154 คน ที่มีลูกอ่อน พบว่า เด็กที่เป็นโคลิค ร้อยละ 29 มีแม่ที่เคยปวดหัวไมเกรน ขณะที่เด็กๆ อีกร้อยละ 11 ไม่เป็นโคลิคและแม่ของพวกเขาก็ไม่เคยปวดหัวไมเกรนมาก่อนด้วย
ไม่ใช่ สำรวจแต่กับแม่เท่านั้น ทีมวิจัยยังสอบถามกับพ่อเด็ก ทำให้ทราบอีกว่า เด็กเป็นโคลิค ร้อยละ 22 มีพ่อที่เคยปวดหัวไมเกรน ส่วนเด็กที่ไม่เป็นโคลิค ร้อยละ 11 นั้น ป๊ะป๋าไม่เคยปวดหัวไมเกรนเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ผลของการวิจัยเรื่องดังกล่าวยังอยู่ในขั้นต้นเท่านั้น หากมีผลวิจัยลงลึกเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างอาการปวดหัวไมเกรนของแม่กับ อาการโคลิคของลูกเพิ่มเติม มุมสุขภาพก็จะนำมาอัพเดทให้ทราบต่อไป แต่ระหว่างนี้ คุณแม่และคุณพ่อลูกอ่อนสามารถลองสำรวจอาการปวดไมเกรนของตนเอง แล้วดูสิว่า เจ้าตัวเล็กของคุณร้องไห้โยเยเข้าข่ายโคลิคหรือไม่
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์




...............................

15 มีนาคม 2555

โคลิก เมื่อเด็กร้อง 3 เดือน

สาระจาก msn ครับ


โคลิก (Colic) ไม่ถือว่าเป็น โรค แต่เป็น อาการ ที่มักเกิดขึ้นกับทารกในช่วงอายุประมาณ 3 เดือนแรก และทำให้คุณพ่อคุณแม่มากมาย (โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่มือใหม่) ที่เจออาการนี้ต้องกลุ้มอกกลุ้มใจกันถ้วนหน้า จนบางคนกินไม่ได้นอนไม่หลับถึงกับป่วยไปเสียเองทีเดียว

อาการ
เนื่อง จากการร้องไห้ของเด็กทารกนั้นมาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากความหิว ฉี่ อึ ปวดท้อง ท้องอืด เจ็บ ระคายเคือง หรือไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว สิ่งที่เด็กสื่อออกมาเพื่อบอกพ่อแม่ก็คือ ร้องไห้ ทั้งสิ้น ดังนั้น จะสังเกตได้อย่างไรว่าเด็กร้องแบบไหนคืออาการโคลิก และร้องแบบไหนมาจากเหตุผลของความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว?
ลักษณะที่ สังเกตได้ว่าเจ้าตัวน้อยของคุณกำลังเกิดอาการ โคลิก ก็คือ เจ้าหนูจะตั้งหน้าตั้งตาแผดร้องไห้ด้วยอารมณ์รุนแรงเหมือนโมโหสุดเหวี่ยง บางรายเรียกว่าตะเบ็งเสียงร้องอย่างเอาเป็นเอาตายทีเดียว ทั้งกำหมัดแน่น หน้าแดง หน้าท้อง แขน ขา งอและเกร็งจนน่ากลัว ซึ่งอาการเหล่านี้จะเริ่มเกิดเมื่อเด็กอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ และเป็นอยู่นานมากกว่า 3 เดือน โดยจะมีอาการเหล่านี้วันละประมาณ 3 ชั่วโมง (ระยะเวลาในการร้องของเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น) และเกิดขึ้นบ่อยๆ คือมากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ โดยสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในทารกเพศชายและเพศหญิง ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองและค่อย ๆ ดีขึ้นภายในอายุ 4 เดือน อย่างไรก็ตาม เด็กที่มีอาการโคลิกโดยที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติของโรคอื่นใด จะสามารถทานนมได้เป็นปกติและยังคงมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี

สาเหตุ
อาการโคลิกในเด็กนี้ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุได้ชัดเจน เพียงแต่สันนิษฐานว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากหลาย ๆ ประการร่วมกัน ตั้งแต่ระบบทางเดินอาหาร จิตวิทยาระบบประสาทและพัฒนาการในทารกย อย่างไรก็ตามอาการโคลิกจะพบได้ในโรคหลายโรค แต่จะเป็นสาเหตุได้น้อยในโคลิก และโรคเหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีอาการแบบเฉียบพลัน เช่น ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ท้องผูก แพ้นม การขย้อนหรือสำลักอาหาร แผลที่รูทวาร การติดเชื้อในร่างกาย เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ การได้รับอุบัติเหตุ เช่น กระดูกหัก แผลที่ตาดำ แมลงเข้าไปในหู เป็นต้น
เนื่องจากขณะที่ทารกร้องไห้จะมี ท่างอขาไปชิดหน้าท้อง ทำให้มีการสันนิษฐานอีกว่าทารกน่าจะมีความผิดปกติที่ระบบทางเดินอาหาร การที่ทารกร้องไห้มากๆ ทำให้มีการกลืนก๊าซเข้าไปลำไส้มาก เป็นผลให้แน่นท้อง ไม่สบายตัว นอกจากนี้ เนื่องจากยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการนี้ ทำให้มีการสันนิษฐานว่า โคลิก เป็นอาการของเด็กทารกบางกลุ่ม ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มที่ œร้องไห้มากกว่าทารกทั่วไป เท่านั้น ซึ่งหากเป็นจริง การร้องไห้อย่างไม่ลืมหูลืมตาของเด็กกลุ่มนี้ ก็ถือว่าเป็น œเรื่องปกติ สำหรับพวกเขาแล้วล่ะ!

คำแนะนำ
คุณ พ่อคุณแม่ที่ต้องเผชิญกับอาการโคลิกของลูกน้อย ควรทำความเข้าใจและความความเครียดหรือความกังวลใจลงก่อนเป็นเบื้องต้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ ระบบประสาทและการพัฒนาการต่างๆ ของลูกน้อยก็จะดีขึ้นและอาการโคลิกก็จะหายไปได้เองในที่สุด สิ่งที่พอจะช่วยบรรเทาให้ลูกน้อยคลายจากอาการนี้ได้บ้าง ก็คือ การสร้างบรรยากาศที่สงบและผ่อนคลายให้กับเด็ก เช่น เสียงเพลงบรรเลงเบาๆ  เสียงเพลงกล่อม รวมทั้งคำปลอบโยนเบาๆ โอบกอดให้เด็กสัมผัสรับรู้ถึงความอบอุ่นจากอ้อมอกพ่อแม่ และพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกน้อยเกิดอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวให้ มากที่สุด
ความจริงแล้ว หากการร้องของเด็กเกิดเพราะอาการโคลิก ก็คงไม่น่าห่วงมากนัก แต่สิ่งสำคัญคือเขาร้องเพราะโคลิกจริงหรือ? ซึ่งวิธีสังเกตอีกประการหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ก็คือ หากเจ้าตัวน้อยของคุณมักมีอาการเหล่านี้บ่อยครั้งในช่วงเวลาเดียวกัน และมักมีอาการอย่างนี้ซ้ำๆ เป็นประจำ ก็อาจสันนิษฐานได้ว่านั่นคือการร้องแบบโคลิก อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่เด็กร้องอาจจะไม่ใช่ร้องแบบโคลิกทั้งหมด ดังนั้น ควรตรวจสอบหาสาเหตุในเบื้องต้นให้ชัดเจนก่อนจะสรุปสาเหตุจะดีกว่า หรือหากกังวลจริงๆ ก็ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์จะดีกว่าเพื่อความมั่นใจ

ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info




...............................

14 มีนาคม 2555

นวดผ่อนคลาย แก้ปวดเมื่อยเหมือนกินยา

สาระจาก msn ครับ


นวดผ่อนคลาย แก้ปวดเมื่อยเหมือนกินยา

ผู้ ที่มักจะมีอาการปวดเมื่อยเพราะกล้ามเนื้ออักเสบ อาจไม่ต้องพึ่งยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวดเพียงหนทางเดียว เพราะนายแพทย์มาร์ค ทาโนโพลสกี้ จากมหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ในแคนาดา และทีมวิจัยพบว่า การนวดผ่อนคลายอย่างละมุนละไม ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อได้

การวิจัยจะดู ตัวอย่างเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อของอาสาสมัครที่ออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยาน จนปวดเมื่อย จากนั้นจึงไปนวดผ่อนคลายเพียง 10 นาที และหลังเสร็จจากการนวดผ่านไปนาน 2 ชั่วโมงครึ่ง ทีมวิจัยก็ได้พบว่า ความเมื่อยล้าของกลุ่มตัวอย่างนั้นหายไป

ทีมวิจัยเชื่อว่า การนวดผ่อนคลาย ที่มีลักษณะการกดคลึงอย่างถูกต้อง และลงน้ำหนักเหมาะสม ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของ 'ไมโทคอนเดรีย' หรือ แหล่งพลังงานเซลล์ ขึ้นมาใหม่ แต่ที่สำคัญคือ การนวดผ่อนคลายที่ดีสามารถส่งสัญญาณไปยังระบบภูมิคุ้มกันให้จัดการความเจ็บ ปวดในระดับโมเลกุล
นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังเชื่อด้วยว่า การนวดในลักษณะที่ว่านี้ อาจมีประสิทธิภาพลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  เหมือนกลไกลการออกฤทธิ์ของยาแก้อักเสบ จึงอาจเป็นผลดีสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหากล้ามเนื้อหรือกระดูกอักเสบ เรื้อรัง ได้มีทางเลือกการรักษาเสริมเข้ามาอีกทางภายใต้การควบคุมของแพทย์

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





...............................

13 มีนาคม 2555

คุมถูกวิธี การันตีไม่ท้อง

สาระจาก msn ครับ

คุมถูกวิธี การันตีไม่ท้อง

ที่ จริงแล้วการคุมกำเนิดมีหลากหลายวิธี ไม่ใช่แค่การใช้ถุงยางอนามัย ทานยาคุมกำเนิด หรือทำหมันเท่านั้น อีกทั้งการเลือกวิธีคุมกำเนิด ก็ไม่ควรพิจารณาเพียงแค่ความสะดวก เพราะบางวิธีต้องดูปัจจัยทางด้านสุขภาพของผู้ใช้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักไม่รู้ถึงความสำคัญในข้อนี้มาก่อน

บรรดาผู้เชี่ยว ชาญด้านการคุมกำเนิดทั้งจากออสเตรเลีย เยอรมนี สวิสเซอร์แลนด์ และไทย จึงเผยวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ ไว้ในงานแถลงข่าว ฮอร์โมน..การคุมกำเนิด..หลากหลายทางเลือกที่เข้าใจ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิง ภายในงานประชุมวิชาการระดับภูมิภาค MSD ASIA PACIFIC CONTRACEPTIVE SUMMIT 2012
โดยวิธีการคุมกำเนิดทั่วๆ ไป มีทั้งการขวางกั้น, ห่วงคุมกำเนิด, การคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมน, และการทำหมัน

สำหรับวิธีขวางกั้น เป็นวิธีการทางกายภาพ ป้องกันเชื้ออสุจิของผู้ชายไม่ให้เข้าไปในมดลูกและไปทำปฏิกิริยาถึงรังไข่ ของผู้หญิง นั่นก็คือ 'ถุงยางอนามัย' ที่มีทั้งของผู้ชายและผู้หญิง แถมยังช่วยป้องกันการติดเชื้อเอดส์ และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ 'ฟองน้ำ' เป็นอุปกรณ์รูปร่างคล้ายโดนัททำด้วยโฟมนุ่มเคลือบด้วยสารฆ่าอสุจิ ใช้สอดเข้าไปในช่องคลอดของผู้หญิง
และ 'แผ่นครอบปากมดลูก, หมวกครอบปากมดลูก, และสิ่งปกป้องปากมดลูก' อุปกรณ์ขนาดเล็กรูปทรงครึ่งวงกลม สอดใส่ภายในช่องคลอดและครอบปากมดลูก ต้องสอดใส่อุปกรณ์ชนิดนี้โดยแพทย์ ใช้กับสารฆ่าอสุจิเช่นกัน

ส่วนวิธีป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine Device) หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไอยูดี แบบไม่ใช้ฮอร์โมน จะฝังในมดลูกโดยแพทย์ อาจเรียกว่า 'IUD ทองแดง' ซึ่งจะปล่อยทองแดงปริมาณเล็กน้อยเข้าไปในมดลูก ทองแดงนี้ป้องกันอสุจิไม่ให้ไปถึงรังไข่และผสมกับไข่ และเพื่อหยุดยั้งไข่ไม่ให้ฝังตัวที่เยื่อบุของมดลูก

ขณะที่วิธีคุมกำเนิดแบบใช้ฮอร์โมน มีทั้งการใช้ฮอร์โมนเดียว และฮอร์โมนรวม ส่วนฮอร์โมนที่ใช้ในวิธีนี้ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสติน (คล้ายกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน) ช่วยป้องกันการปฏิสนธิ ทั้งในรูปแบบของวงแหวนช่องคลอด, ยาฝัง, ยาเม็ดคุมกำเนิด, ยาฉีด, และแผ่นแปะให้ยาซึมผ่านผิวหนัง วิธีนี้ใช้ฮอร์โมนป้องกันไม่ให้รังไข่ปล่อยไข่ออกมา และทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เยื่อบุมดลูกและเมือกที่ปากมดลูก เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิผสมกับไข่

สุดท้าย วิธีทำหมัน เป็นขั้นตอนปฏิบัติของการผ่าตัดที่จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ สำหรับผู้หญิง จะเกี่ยวข้องกับการปิดท่อรังไข่อย่างถาวร เพื่อไม่ให้อสุจิเข้าไปถึงไข่ได้ และเรียกว่าการผูกท่อ ส่วนผู้ชาย  ท่อที่พาเชื้ออสุจิจากอัณฑะไปยังองคชาติจะถูกตัดและผูกในการผ่าตัด เรียกว่า การตัดหลอดนำอสุจิ
อย่างไรก็ตาม ผศ.นพ.มานพชัย ธรรมคันโธ หัวหน้าหน่วยโรคติดเชื้อทางนรีเวชวิทยาและโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์สตรี ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า การคุมกำเนิดแต่ละวิธีข้างต้น มีประสิทธิภาพต่างกัน คุมกำเนิดได้ระยะสั้น-ระยะยาว โดยก่อนตัดสินใจเลือกใช้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด ส่วนจะมีปัจจัยใดบ้างที่แพทย์ใช้นำมาเป็นหลักเลือกวิธีคุมกำเนิด ชมได้ทางคลิปประกอบ

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์
takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์





...............................

12 มีนาคม 2555

สอบปลายภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554

วันนี้เป็นวันแรกของการสอบปลายภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554

โดยบางวิชาก็ได้ทำการทดสอบนอกตารางไปแล้ว

นักเรียนบางคนก็ขมีขมันกับการเตรียมตัวสอบ ในขณะที่บางคน ก็ยังทำตัวเป็นปูนปั้น ไม่รู้หนาว รู้ร้อน ไม่รู้จะเดินไปทางไหนต่อ งานก็ไม่ทำ ไม่ยอมส่ง แถมผลการเรียนที่ติด 0 ติด ร ยังติดตัวมาไม่ยอมแก้ไขให้หลุดพ้น

นั่นคือชะตากรรม ที่ต้องติดตามกันต่อไป





...............................

10 มีนาคม 2555

ร้อนนี้หันมาดื่มน้ำเปล่าขณะออกกำลังกายกันดีกว่า

สาระจาก msn ครับ


 การจิบน้ำเล็กน้อยขณะพักจะช่วยให้มีแรงเล่นต่อไปได้อีก ซึ่งน้ำที่ดีที่สุดขณะออกกำลังกายคือ œน้ำเปล่า ที่ ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็วที่สุด โดยน้ำจะช่วยลดอุณหภูมิของร่างกาย ปรับระดับความดันโลหิต ช่วยลำเลียงอาหาร และออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเล่นกีฬาได้เป็นอย่างดี

ประมาณ70%ใน ร่างกายประกอบด้วยน้ำ ดังนั้น ถ้าคุณขาดน้ำเพียง 3 วันก็อาจถึงตายได้ เพราะน้ำเป็นสิ่งสำคัญรองจากอากาศ โดยร่างกายต้องการน้ำวันละประมาณ 2.5 ลิตร ในขณะที่เราสูญเสียน้ำวันละ 2.5 ลิตร จาก
1500 cc เป็น ปัสสาวะ
500 cc เป็น เหงื่อ
300 cc เป็น ละอองน้ำในการหายใจออก
200 cc เป็น อุจจาระ

หากร่าง กายขาดน้ำรื้อรัง(ดื่มน้ำน้อย) ทุกระบบการทำงานของร่างกายจะไม่มีประสิทธิภาพ สารพิษในร่างกายเพิ่มมากขึ้น กล้ามเนื้อไม่มีแรง ผิวหนังจะแห้ง ระบบย่อยอาหารพึ่งน้ำในทุกระดับ การเผาผลาญอาหารต้องมีน้ำเป็นตัวกลาง น้ำพาสารต่างๆไปให้เซลล์ สุขถาพที่ดี และการหยุดยั้งความชราขึ้นอยู่กับน้ำ ซึ่งคุณควรให้น้ำดื่มที่ดีที่สุดกับร่างกายท่านอย่างเพียงพอ

พญ.สิ รนิสถ์ ประพันธ์ศิลป์ แพทย์สาขาอายุรกรรมทั่วไป แผนกประกันสังคม รพ.กล้วยน้ำไท 1 แนะนำว่า œน้ำดื่มบริสุทธิ์จะเคลื่อนตัวสู่กระเพาะอาหาร และดูดซึมในลำไส้ได้เร็วที่สุดเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มทั่วไปที่มักจะมี ปริมาณน้ำตาลสูงกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ เครื่องดื่มเหล่านี้จะดูดซึมได้ช้า ทำให้รู้สึกจุก เสียด ท้องอืด และทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง ยิ่งถ้าเป็นน้ำอัดลม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวเบียดกล้ามเนื้อกระบังลม ทำให้ปอดขยายได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้หายใจไม่อิ่ม และหมดแรงเร็วขึ้น นอกจากนี้กระเพาะอาหารที่ขยายใหญ่ขึ้นทำให้รู้สึกจุกแน่นขณะออกกำลังกาย

ดื่มอย่างไรให้ถูกวิธี ?
การ ดื่มน้ำในขณะออกกำลังกายและรู้สึกเหนื่อยจัด ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่าครั้งละ 2 แก้ว เพราะอาจทำให้เกิดภาวะน้ำเกิน (Water intoxication) ทำให้รู้สึกเวียนศีรษะ และปวดร้าวในสมอง
ทั้งนี้ในคุณควรดื่มน้ำเปล่า ไม่เกิน 1 แก้ว ก่อนออกกำลังกายประมาณ 10 นาที และอาจจิบน้ำเล็กน้อยทุกๆ 10-15 นาที ถ้ารู้สึกกระหายน้ำขณะออกกำลังกาย แต่ก็ไม่ควรเกิน 1 แก้ว (ภายใน 1 ชั่วโมง) และที่สำคัญคือการดื่มน้ำให้ได้ 2 แก้ว หลังจากที่ออกกำลังกายเรียบร้อยแล้ว 30 นาที

สูญเสียเหงื่อ = สูญเสียเกลือแร่?
การ เสียเหงื่อจะเป็นการเสียน้ำมากกว่าเสียเกลือ เนื่องจากความเข้มข้นของเกลือในเลือดอยู่ที่ประมาณ 0.9 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มีเหงื่ออยู่ที่ประมาณ 0.12-0.4 เปอร์เซ็นต์ และไม่พบว่ามีการสูญเสียโพแทสเซียม (Potassium) จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเกลือแร่
น้ำดื่มผสมเกลือแร่ทั่วไป ที่ขายในท้องตลาดมักมีปริมาณกลูโคสสูงกว่า 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะดูดซึมได้ช้า ทำให้ร่างกายได้รับน้ำช้ากว่าการดื่มน้ำเปล่า ถ้าจิบขณะออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกจุกได้ง่าย
อากาศร้อนอย่างนี้ หันมาดูแลสุขภาพให้ดีด้วยการดื่มน้ำเปล่าที่ช่วยให้สดชื่นขึ้นขณะออกกำลัง กาย และยังไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำหนัก ช่วยให้หุ่นสวยเพรียว ฟิต แอนด์ เฟิร์มกันเถอะค่ะ


ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info
ติดตามบทความ สุขภาพ หรืออ่าน แมกกาซีน
ที่มาข้อมูล : www.e-magazine.info





...............................

09 มีนาคม 2555

วิทยากร "การใช้สารสนเทศสำหรับนักสารสนเทศ" มรพส วันที่สอง

ครูแชมป์ มาเป็นวิทยากร การใช้สารสนเทศสำหรับนักสารสนเทศ วันที่สองครับ







ความเห็นของน้องๆที่มีต่อการอบรมในครั้งนี้

ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://www.seal2thai.org/sara/sara245.htm



...............................

08 มีนาคม 2555

วิทยากร "การใช้สารสนเทศสำหรับนักสารสนเทศ" มรพส วันแรก

วิทยากรการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
    
ในที่สุด ครูแชมป์ก็มีโอกาสตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์และมหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักอีกครั้ง เมื่อสาขาวิชาบรรณารักษ์ศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ให้เกียรติครูบ้านนอก ไปแนะนำการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน

     กลุ่มเป้าหมายหลัก หรือน้องๆนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่กำลังจะออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โดยจะได้นำไปประยุกต์ใช้งาน การติดต่อสื่อสาร และการทำแฟ้มสะสมผลงาน แต่ก็มีน้องๆชั้นปีที่ 2 เข้าร่วมอบรมอีกด้วย จึงทำให้บรรยากาศอุ่นหนาฝาคั่งมาก





ดูเพิ่มเติมที่ http://www.seal2thai.org/sara/sara245.htm 








อย่าลืมติดตามวันที่สองของการอบรมนะครับ



...............................


05 มีนาคม 2555

ตรวจสอบภายใน

   วันนี้ ทางหน่วยงานตรวจสอบภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 โดยคุณดลภูมิญ์  รังสีศีริดลธ์ หรือ พี่เต้ ได้เข้ามาตรวจสอบระบบการเงินภายในของโรงเรียนวัดยางแขวนอู่

   ในช่วงแรก ทางผู้รับผิดชอบทางการเงิน งานพัสดุ และบัญชี รวมถึงท่านผู้อำนวยการด้วย ได้มีสีหน้าที่ไม่สู้จะดี (ที่ว่าไม่สู้จะดี เพราะกลัว... จากข่าวลือที่ได้ยินมา) แต่ท่าน ผอ. ก็บอกว่า เราไม่ได้ทุจริตตรงไหน วันนี้ เค้ามาตรวจสอบ และแนะนำว่า เราควรทำอะไรเพิ่ม แก้ไขตรงไหน ก็ไม่ต้องกลัวอะไร

   เมื่อทางพี่เต้มาถึง ทางงานการเงินและพัสดุ ได้รวบรวมเอกสารมาให้ดู และทางพี่เต้ก็ได้ให้คำแนะนำ รวมถึงให้แบบฟอร์มเอกสารเพื่อนำไปปรับปรุงให้ระบบต่างๆดีขึ้น












...............................

04 มีนาคม 2555

ร่วมงานบุญ สถาบันวิจัยและพัฒนา ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม

     วันนี้ ได้ไปตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์ และรับใช้มหาวิทยาัลัยอันเป็นที่รักอีกครั้ง นั่นก็คือ การที่ได้ร่วมพิธีทำบุญของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาัลัยราชภัฏพิบูลสงคราม 

     ที่ว่า ได้ตอบแทนพระคุณอาจารย์และสถาบันนั้น ก็คือ การได้นำสวดเป็นมัคนายก(น้อย) ในพิธี

     จริงๆแล้ว พี่ไก่ (คนสวย) ได้มอบหมายให้ผมประสานงานกับทางพระเลขาหลวงปู่แขก นิมนต์ท่านมาทำพิธีในวันนี้ เผอิญว่า ตรงกับวันอาทิตย์พอดี ก็เลยมาขอร่วมพิธีด้วย ปรากฎว่า จากคำพูดที่คิดว่าพี่ไก่ พูดเล่นๆว่าจะให้เป็นมัคนายก กลายเป็นเค้าเอาจริงๆ แถมยังไม่ได้เชิญเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาัลัยมาด้วย

    ... เอาวะ ศิษย์มีครู ถ้าทำดี ก็ขอยกเป็นพระคุณของครูบาอาจารย์
    แต่ถ้าพลาด... ข้อน้อยขอรับแต่เพียงผู้เดียว

ระหว่างรอท่านประธานในพิธี

ดร.นิวัตน์ ช่วยหลวงปู่แขกพันด้ายสายสิญย์

ท่าน ดร.สว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จุดเทียนฯ

ไหว้พระพร้อมกัน...


ท่านผอ.สถาบันวิจัย, พี่ไก่ และคณาจารย์

ผศ.ชญานิษฐ์  ศศิวิมล 

ประธานจุดเทียนที่บาตรน้ำมนต์

หลวงปู่แขก ปภาโส ทำพิธีตามตำรับ

เทียนน้ำมนต์เป็นเศียรนาค... !!!

ภาพที่ใครๆ ล้วนตื่นเต้น

คณาจารย์ถวานปัจจัย ไทยธรรม

ถวายข้าวพระพุทธ

ท่าน ผอ. กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

ท่านอธิการบดี

หลังจากนั้น หลวงปู่แขก แจกแบ๊งค์พันล้าน!!!!

ได้เป็นลูกช้าง อุ้มบาตรน้ำมนต์หลวงปู่ เดินประพรมทั่วตึก "เปียกหมดเลยครับ"

หลังจากหลวงปู่ฉันเสร็จ ผมได้ขอเมตตาหลวงปู่ จารธงชัยที่ปักเหนือฉัตรตอนปลุกเสกฯ ที่โบสถ์พระพุทธชินราช 

ก่อนหลวงปู่กลับ 

แมงปอ ที่มาเกาะบริเวณผ้าด้านหลังหลวงปู่ตลอดทั้งงาน

อวด สักกะนิดนะจ๊ะ

สุดยอดครับ "เรียกเงิน เรียกทอง เข้าบ้าน" สาธุๆๆๆๆ
   ก็ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์ และเจ้าหน้าที่ทุกท่านนะครับ สำหรับวันนี้ เพราะ ได้ทั้งตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์ และก็ยังได้ของดีกลับบ้านอีก อิอิ (เทียนในบาตรหลวงปู่ รับกับมือหลวงปู่ ใบเงินไปทอง เงินพันล้าน และธงชัยผืนนี้ ว้าวววววว)

     สาธุ....



...............................

29 กุมภาพันธ์ 2555

วันนี้สามบ้านค่ำ

   วันนี้ ไปสอนตอนเช้า และช่วยท่าน ผอ.ทำสัญญาเกี่ยวกับการจ้างกรณีพิเศษ เนื่องจากน้ำท่วม

   จากนั้น ช่วงบ่าย ก็รีบเอาหนังสือราชการของทางโรงเรียนไปส่งที่เขตฯ และไปขอข้อมูลจากพี่นา เจ้าหน้าที่คนสวยของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พิษณุโลก เขต 1 แต่เนื่องจากพี่นาติดธุระ จึงเข้ามาพบในช่วง บ่ายสามครึ่งอีกครั้งหนึ่ง

   ระหว่างที่รอ จึงไปที่ร้าน ฟอร์ดโฟโต้ (Ford Photo) เพื่อไปรับรูปตอนรับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ซึ่งคนพิษณุโลกจะทราบว่าร้านนี้อยู่ซอยโรงพยาบาลตา (ุ691/70 ถ.พระองค์ดำ อ.เมือง จ.พิษณุโลก) หรือจะโทรไปสอบถามข้อมูลการบริการถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอในงานพิธี งานต่างๆ 086-2009000 หรือ 086 - 2008000

รางวัลหนึ่งแสนครูดี
    แหม ไม่ค่อยเห่อ ถ่ายรูปโดยที่ยังไม่แกะกระดาษตรงมุมออกเลย 555

   ต้องขอบคุณคุณฟอร์ด ที่กรุณาส่งรูปให้ก่อนล่วงหน้า เพราะจะส่งไปลงข่าวเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ถือว่ามีน้ำใจมากเลยนะครับ เพราะบางแห่ง ขอไฟล์รูปไม่ได้ ถ้าจะเอาต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ร้านนี้ ขอบ่ายได้เย็น ถือว่าเร็วมาก (เพราะรูปภาพคนเป็นร้อยๆรูป เค้าก็กรุณาเลือกมาให้)  

   แล้วถึงเวลานัด ก็มาที่เขตอีกครั้ง แล้วก็พบคำตอบที่รอคอยมานาน... สุดยอด

   แผนต่อไป เริ่มได้แล้ววววววว

...............................

28 กุมภาพันธ์ 2555

o-net ม.3 ปี 2555 จะขำออกไหม

   วันนี้ นักเรียนชั้น ม.3 ทั่วประเทศได้ทำการทดสอบระดับชาติ หรือ o-net ตามศูนย์สอบต่างๆทั่วประเทศ

   โรงเรียนวัดยางแขวนอู่ ได้ถูกกำหนดให้ใช้สนามสอบโรงเรียนบางระกำ โดยคละเป็น 3 ห้อง เรียงลำดับตามตัวอักษร

   ไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไรนะครับ ติวก็ติวแล้วทุกเที่ยงวันพุธ แถมก่อนสอบก็ติวหลังเลิกเรียนอีกเป็นอาทิตย์

   ขนาดจะไปสอบ ยังรู้ข่าวว่่า
   ...บ้างก็ขยันอ่านหนังสือทบทวน
   ...บ้างก็ทำงานที่ค้าง
   ...บ้างก็ไปหาปลา หว่านแห จับสัตว์ตอนกลางคืนก่อนสอบ
   ...มีบางคน ไปชกมวยที่งานวัด เพื่อหาเงินมาให้พ่อแม่

   ทุกคนล้วนมีเหตุผลของตนเอง

   ...แต่น่าแปลก ที่ สทศ. และ สมศ. ไม่มองข้อแตกต่างของแต่ละคน มองแต่ภาพรวมอย่างเดียว แต่เวลาจะด่าครู ก็บอกว่า ครูวัดผลหลากหลายไหม ใช้แฟ้มสะสมงานประเมินตามจริงไหม ถึงเวลามา สมศ. ก็ใช้คะแนน o-net ตัดสินมาตรฐานของโรงเรียน

   ไม่ได้เครียดนะครับ แค่คิดอะไรขำๆเรื่อยเปื่อย

   โดยเฉพาะ ขำที่เมื่อก่อน บางโรงเรียนไม่ผ่านการประเมิน และโดนกักเป็นโรงเรียน i see u ผมการประเมินที่ถูกรายงาน ผิดทั้งจำนวนครู จำนวนเด็ก... ตอนแรก ผู้บริหารก็จะแย้งผลการประเมิน (ตามสิทธิ์แย้งได้) แต่เม็ดเงินของ โรงเรียน i see u มันสามารถนำมาพัฒนาโรงเรียนได้ ก็เลยกลายเป็นข้อดีไป

   โอ้วววว มาตรฐานระดับชาติจริงๆ ... ขำ นะครับ 555

   ใครๆ ก็พลาดกันได้ เพียงแต่จะเป็นฝ่ายถูกตัดสิน หรือฝ่ายตัดสิน เท่านั้นแหละครับ





...............................

27 กุมภาพันธ์ 2555

ผลสอบ o-net ป.6 ปี 2555

ผลสอบ o-net ป.6 ปี 2555 จะเป็นอย่างไรหนอ

วันนี้ เด็กปอหก ไปสอบ
เด็กหอบเอากระเป๋าใบใหญ่
ไม่รู้ว่าในนั้นมีอะไร
ที่แน่ๆ คือความหวังยิ่งใหญ่ของครู

น้ำก็ท่วม น้ำก็ท่วม
เรียนก็ไม่ทัน เรียนก็ขาดช่วง ขนาดสอนชดเชยกันซะอ่วมแล้ว

คุณครูท่านใด พานักเรียนไปสอบ รบกวนมาเล่าประสบการณ์กันหน่อยนะครับ พอดีปีนี้ผมไม่ได้ไปครับ เฮ้อออออออ




...............................

25 กุมภาพันธ์ 2555

เคปเลอร์ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกครั้งแรก

           กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ของนาซา ได้บรรลุเป้าหมายสำคัญของภารกิจด้วยการค้นพบดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกโคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก 
          ดาวเคราะห์ที่พบ มีชื่อว่า เคปเลอร์-20 อี (Kepler-20e) และ เคปเลอร์-20 เอฟ (Kepler-20f) แม้ดาวเคราะห์ทั้งสองดวงนี้อยู่ใกล้ดาวฤกษ์แม่มากเกินกว่าที่จะทำให้มีน้ำในสถานะของเหลวอยู่บนพื้นผิวได้ แต่ก็ถือว่าเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอื่นที่โคจรรอบดาวฤกษ์คล้ายดวงอาทิตย์ที่เล็กที่สุดเท่าที่เคยพบมา 
          การค้นพบครั้งนี้เป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของความพยายามค้นหาดาวเคราะห์คล้ายโลกในระบบสุริยะอื่น ดาวเคราะห์ที่พบในครั้งนี้คาดว่าเป็นดาวเคราะห์หิน เคปเลอร์-20 อี เล็กกว่าดาวศุกร์เล็กน้อย มีรัศมีประมาณ 0.87 เท่าของโลก ส่วนเคปเลอร์-20 เอฟ ใหญ่กว่าโลกเล็กน้อย มีรัศมีประมาณ 1.03 เท่าของโลก เป็นบริวารของดาว เคปเลอร์-20 (Kepler-20) ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1,000 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวพิณ
          ดาวเคปเลอร์-20 อี โคจรรอบดาวฤกษ์แม่ครบรอบทุก 6.1 วัน ส่วนเคปเลอร์-20 เอฟ โคจรรอบดาวฤกษ์แม่ครบรอบทุก 19.6 วัน คาบที่สั้นมากเช่นนี้แสดงว่าดาวฤกษ์จะต้องมีวงโคจรเล็กมาก ซึ่งทำให้ดาวร้อนมาก ดาวเคปเลอร์-20 เอฟ มีอุณหภูมิ 427 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้เคียงกับดาวพุธ ส่วนเคปเลอร์-20 อี อุณหภูมิทะลุถึง 760 องศาเซลเซียส ที่แม้แต่แก้วก็ยังละลาย นั่นหมายความว่าตัดประเด็นสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์สองดวงนี้ไปได้
          เป้าหมายหลักของภารกิจเคปเลอร์คือการค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก ดังนั้นการค้นพบในครั้งนี้จึงเป็นการประกาศความสำเร็จ และเป็นการแสดงให้เห็นว่ากล้องเคปเลอร์มีศักยภาพสูงเพียงใด 
          นอกจากสองดวงนี้แล้ว ยังมีดาวเคราะห์อีกสามดวงที่อยู่ในครอบครัวดาวเคราะห์ของเคปเลอร์-20 อีกสามดวงที่เหลือมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่ยังเล็กกว่าดาวเนปจูน ดาวเคปเลอร์-20 บี อยู่ใกล้ดาวฤกษ์ที่สุด เคปเลอร์-20 ซี และ เคปเลอร์-20 ดี มีคาบการโคจร 3.7, 10.9 และ 77.6 วันตามลำดับ ทั้งห้าดวงนี้มีรัศมีวงโคจรเล็กกว่าของดาวพุธ ส่วนตัวดาวฤกษ์เป็นดาวชนิดสเปกตรัมจี เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ แต่เล็กกว่าและอุณหภูมิต่ำกว่าเล็กน้อย
          ความน่าสนใจอีกอย่างของระบบสุริยะแห่งนี้คือ การเรียงลำดับดาวเคราะห์ที่ดูค่อนข้างแปลกประหลาด ในระบบสุริยะของเรา ดาวเคราะห์หินขนาดเล็กจะอยู่วงใน ส่วนชั้นนอกจะเป็นที่อยู่ของดาวเคราะห์แก๊สขนาดใหญ่ แต่ระบบของเคปเลอร์-20 จะวางสลับกัน เป็นรูปแบบ ใหญ่-เล็ก-ใหญ่-เล็ก-ใหญ่ 
          นักวิทยาศาสตร์ยังไม่แน่ใจนักว่าระบบนี้มีวิวัฒนาการอย่างไร แต่คาดว่าตำแหน่งของแต่ละดวงที่ปรากฏอยู่นี้ไม่ใช่ตำแหน่งดั้งเดิม สันนิษฐานว่าเมื่อตอนเริ่มต้น ดาวเคราะห์กำเนิดขึ้นในตำแหน่งที่ไกลจากดาวฤกษ์มากกว่านี้ แต่ต่อมาได้ขยับเข้ามาใกล้ดาวฤกษ์ ซึ่งคาดว่าเป็นผลจากอันตรกิริยากับวัตถุในจานกำเนิดดาวเคราะห์ที่มันเกิดขึ้นมา 

ที่มา:

23 กุมภาพันธ์ 2555

เพราะคำว่าเสียสละ จึงทำให้ได้พบโอกาสที่ดี

วันนี้ ต้องออกจากโรงเรียนเร็วกว่าปกติครึ่งชั่วโมง

   เพราะต้องนำข้อมูลที่ไปเก็บให้น้องๆ ม.นเรศวร ในตอนเช้า เอาไปให้น้องๆเค้า (ต้องขอบคุณพี่รัก พี่เป็นพลขับในการตระเวนหาคณะกรรมการสถานศึกษาจนเกือบครบทุกคน)

  นั่นคือภารกิจแรก... คิดถึงใจเค้าใจเราครับ เวลาต้องการข้อมูลอะไรซึ่งมันจำเป็นต้องใช้มากๆเนี่ย

   ภารกิจที่ 2 นัดหมายการนิมนต์ หลวงปู่แขก วัดสุนทรประดิษฐ์ เพื่อมาทำบุญสำนักวิจัยฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม

   ภารกิจที่ 3 ไปถ่ายเอกสารแบบ ปพ. ต่างๆ เพื่อนำให้ครูผู้สอนในชั้นต่างๆ

   ภารกิจที่ 4 นำหนังสือเชิญ ไปส่งที่เขตฯ

   เหนื่อยนะครับ สำหรับครูบ้านนอกที่เงินเดือนยังน้อย และต้องขี่มอเตอร์ไซต์เนี่ย แต่ในวันนี้ ก็ได้รับโอกาสดีๆ เรียกว่าวิเศษเลยหละครับ

   ก็ตอนที่ไปนิมนต์หลวงปู่ ใครจะไปรู้ครับว่า จะไปพบหลวงปู่กำลังนั่งตรวจงานอยู่ที่ข้างกุฏิ ในอิริยาบทที่สบายๆ (บางคนก็อาจจะเคยได้เห็นภาพหลวงปู่แขก ทำกสินไฟ เวลาทำน้ำมนต์แล้วนะครับ) หลวงปู่บอกว่า เพิ่งกลับจากสุโขทัย ผมเข้าไปกราบท่าน แล้วรีบไปประสานงานกับพระเลขาของหลวงปู่
หลวงปู่แขก ในอิริยาบทสบายๆ

ลูกนิมิตที่เพิ่งถูกนำมาส่งแบบหมาดๆ

ตารางกิจนิมนต์ วัดสุนทรประดิษฐ์ (เดือนหน้า)


   หลังจากประสานงานนัดหมายเรียบร้อยแล้ว ผมก็กลับออกมา พบว่า หลวงปู่กำลังให้ลูกศิษย์ยกหินอ่อนสีชมพูที่ถูกกลึงอย่างเกลี้ยงเกลา เพื่อจัดเตรียมทำเป็นลูกนิมิต เรียกว่า ท่านควบคุมงานเองเลยทุกอย่าง ผมเข้าไปกราบท่าน ให้ท่านเข็กหัว (กะให้เคาะ 2 ที แต่หลวงปู่จัดชุดเล็ก คาถาเล็กๆ เกือบ 3 นาที เหอะๆ)

   ถือว่าโชคดีมากเลยนะครับ (โอกาสน้อยเลยนะเนี่ย ที่ได้ใกล้ชิดพระเกจิระดับนี่)
ให้คะแนนข้อเขียนนี้...คุณจะให้กี่ดาวดีจ๊ะ